เจาะประเด็น
AI / Startups
Anthropic กำลังเจอปัญหาใหญ่: โมเดลเก่งสุดขายไม่ออก เพราะคนเบื่อจ่ายแพงแล้ว
ตัวเลขรายได้ทะยานสุดกู่ แต่สัดส่วนการใช้งานโมเดลเรือธงกลับหดหาย — นี่คือสัญญาณเตือนที่วงการ AI ต้องอ่านให้ออก
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 4 นาที
ถ้าคนจ่ายเงินจริงๆ ไม่เลือกของที่ดีที่สุด แต่เลือกของที่ "พอใช้ได้และถูกกว่า" — คำถามคือโมเดลแพงๆ จะอยู่รอดในตลาดนี้ได้อีกนานแค่ไหน?
เรื่องนี้มันน่าสนใจตรงที่ตัวเลขมันขัดกันเองจนต้องขยี้ตาอ่านซ้ำ ฟากหนึ่ง Anthropic โชว์รายได้รายปี (annualized revenue) เดือนกรกฎาคมพุ่งไปที่ $65 พันล้าน จาก $47 พันล้านในเดือนพฤษภาคม — โตแบบก้าวกระโดดจนบริษัทเทคไหนก็ต้องอิจฉา อีกฟากหนึ่ง พวกเขาบอกนักลงทุนว่ามีลูกค้าที่จ่าย $100,000 ต่อปีขึ้นไปถึง 6,000 ราย และคาดว่า Q3 จะพลิกกำไรได้ตามโมเดลเดียวกับที่ใช้ประกาศ Q2
แต่ถ้าลองมุดลงไปดูข้อมูลจาก Ramp AI Index ซึ่งเก็บข้อมูลจากบัตรเครดิตบริษัทกว่า 70,000 ใบ เพื่อวัดว่าโมเดล AI ตัวไหนถูกใช้งานจริงจัง มันกลับเล่าเรื่องคนละมุมเลย โมเดลใหม่อย่าง Opus 5 ที่เพิ่งปล่อย 24 กรกฎาคม ครองส่วนแบ่งการใช้งานแค่ 3.5% ขณะที่ Opus 4.8 ซึ่งเป็นรุ่นก่อนหน้ากินส่วนแบ่งไป 28% — ฟันธงได้เลยว่าคนไม่ได้วิ่งไปหาของใหม่กันอย่างที่แบรนด์อยากให้เป็น
เรื่องนี้มาจากรายงานของ Financial Times ที่รวบรวมข้อมูลจาก "people with knowledge of the matter" และถูกนำมาเล่าต่อโดย Simon Willison ในบล็อกส่วนตัว ซึ่งเขาเห็นว่าน่าสนใจมากพอที่จะแชร์ อีกข้อมูลหนึ่งที่ได้มาจากรายงานเดียวกันคือ OpenAI เองก็มีรายได้รายปีทะลุ $40 พันล้านแล้ว โดยพุ่งขึ้น 35% ในไตรมาสนี้ หลังการปล่อย GPT-5.6 ในเดือนกรกฎาคมช่วยกระตุ้นยอดที่ซบเซามาตลอดครึ่งปีแรก
ประเด็นคือ Anthropic กำลังถูกบีบจากสองทางพร้อมกัน ทางหนึ่งคือ OpenAI ที่กลับมาฮ็อตอีกครั้งด้วยโมเดลใหม่ อีกทางหนึ่งคือโมเดลราคาถูกจากค่ายอื่นที่กินส่วนแบ่งตลาดไปเรื่อยๆ ในขณะที่ Anthropic เองก็มี "Fable" โมเดลที่ถูกออกแบบมาให้มีต้นทุนต่ำกว่า แต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้ช่วยให้ภาพรวมดีขึ้นเท่าไหร่
Ramp AI Index เจาะข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตบริษัท เพื่อประเมินว่าโมเดล AI ตัวไหนถูกใช้งานจริงในภาคธุรกิจ ข้อมูลของ Anthropic ในเดือนกรกฎาคม 2026 บอกอะไรได้หลายอย่าง เริ่มจาก Opus 4.8 ที่กินส่วนแบ่ง 28% — นี่คือโมเดลที่คนไว้ใจและใช้จริงจนเป็นนิสัย ขณะที่ Fable 5 โมเดลใหม่ที่ตั้งใจทำราคาให้ถูกลง กลับได้แค่ 8% ซึ่งถือว่าน่าผิดหวังสำหรับโมเดลที่คาดหวังให้เป็นตัวชูโรง
สิ่งที่เห็นชัดคือ "Opus 5" โมเดลเรือธงรุ่นล่าสุดที่เพิ่งปล่อยปลายเดือนกรกฎาคม ได้ส่วนแบ่งเพียง 3.5% เท่านั้น ขณะที่รุ่นพี่อย่าง Opus 4.8 ยังยึดพื้นที่ได้อย่างเหนียวแน่น นี่คือปรากฏการณ์ที่บอกว่า "ของใหม่ไม่จำเป็นต้องชนะเสมอไป" โดยเฉพาะเมื่อของเก่ายังทำงานได้ดีพอและราคาเป็นมิตรกว่า
Opus 4.8 — 28%
โมเดลเรือธงรุ่นก่อน ยังเป็นตัวเลือกหลักของลูกค้าองค์กรที่ไม่อยากเปลี่ยนอะไรที่มันเวิร์กอยู่แล้ว
Fable 5 — 8%
โมเดลถูกออกแบบมาให้ต้นทุนต่ำ แต่ตัวเลขกลับไม่สะท้อนความตั้งใจ — คนยังไม่เชื่อใจหรือยังไม่เห็นความจำเป็น?
Opus 5 — 3.5%
โมเดลเก่งสุดที่เพิ่งปล่อย ได้ส่วนแบ่งน้อยกว่า Sonnet 4.6 (8.3%) และ Opus 4.6 (6.9%) — สะท้อนว่าความเก่งอย่างเดียวไม่พอ ถ้าราคาไม่จูงใจ
ตรงนี้คือจุดที่ผมอยากชวนคิดต่อจากข้อมูลของ Simon เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่อง Anthropic แต่มันคือบทเรียนของทั้งวงการ AI ในตอนนี้ ผู้ใช้เริ่มฉลาดขึ้น พวกเขาไม่ได้ตื่นเต้นกับ benchmark ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ อีกต่อไป แต่ถามว่า "มันแพงขึ้น แล้วมันคุ้มไหม?" คำตอบของคนส่วนใหญ่คือ "ไม่" — เพราะโมเดลรุ่นก่อนหน้ายังทำงานได้ดีพอสำหรับ 90% ของงานที่ใช้จริง
Anthropic กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่า "innovation trap" คือพัฒนาโมเดลเก่งขึ้นเรื่อยๆ แต่คนไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องอัปเกรด เพราะสิ่งที่ใช้อยู่มัน "ดีพอแล้ว" การที่ Fable 5 ได้ส่วนแบ่งแค่ 8% ทั้งที่ตั้งใจทำราคาให้ถูกลง ยิ่งตอกย้ำว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ราคาอย่างเดียว แต่อยู่ที่ "พฤติกรรมผู้ใช้" ที่ไม่เปลี่ยนง่ายๆ ถ้าไม่มีเหตุผลเพียงพอ
ผมมองว่าอีกไม่เกิน 2-3 ไตรมาส Anthropic จะต้องตัดสินใจอะไรบางอย่างกับกลยุทธ์การตั้งราคา ไม่ว่าจะเป็นการลดราคา Opus 5 ลงมา หรืออัดฟีเจอร์พิเศษเฉพาะโมเดลใหม่เพื่อสร้างแรงจูงใจ — ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ รายได้อาจยังโตเพราะฐานลูกค้าเดิม แต่ส่วนแบ่งการใช้งานโมเดลใหม่จะค่อยๆ ตกต่ำลงจนกลายเป็น "โมเดลแพงที่ไม่มีใครใช้" ซึ่งเป็นตำแหน่งที่น่าอึดอัดมากสำหรับบริษัทที่ถูกมองว่าเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี
ฟันธงเลยว่า เกมนี้ไม่ได้วัดที่ใครเก่งที่สุดอีกต่อไป แต่วัดที่ใครทำให้คนยอมจ่ายเพื่ออัปเกรดได้ — และตอนนี้ Anthropic ยังหาคำตอบนั้นไม่เจอ ขณะที่ OpenAI กำลังกลับมาฮ็อตอีกครั้งด้วย GPT-5.6 สนามแข่งนี้มันโหดขึ้นทุกวันจริงๆ
ที่มา: Simon Willison's Weblog — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 4
กำลังโหลดความคิดเห็น...