Ars Technica AI 69 วันที่แล้ว general AI Generated

Booksellers suspect AI firms are buying and then destroying rare books

Ars Technica AI 12 Aug 2026
58
0
100
รูปภาพประกอบ
รูปภาพประกอบกระทู้
2 12m


ข่าวเด่น
AI / เทคโนโลยี

วงการหนังสือเดือด! AI แอบกวาดซื้อหนังสือหายากแล้วเอาไปทำลาย เพื่อฝึกโมเดล



ฟังดูเหมือนฉากหนึ่งในหนัง dystopia ที่คนคลั่งหนังสือฝันร้ายถึง แต่เรื่องนี้มันเกิดขึ้นจริงแล้วครับ ตามรายงานจาก Ars Technica เปิดโปงว่า บริษัท AI หลายเจ้ากำลังใช้วิธีสุดโต่งในการเก็บข้อมูลฝึกโมเดล นั่นคือการส่งคนไปกวาดซื้อหนังสือหายาก หนังสือเก่าแก่ที่สะสมคุณค่าในเชิงประวัติศาสตร์และวรรณกรรมตามร้านขายหนังสือมือสองทั่วโลก แล้ว... เผาทิ้ง หรือไม่ก็ทำลายทิ้ง เพื่อให้เนื้อหาภายในกลายเป็น "ข้อมูลลับเฉพาะ" ของบริษัทตัวเองเท่านั้น

ใช่ครับ คุณอ่านไม่ผิด ฟังดูบ้าแต่คือเรื่องจริง บรรดา booksellers หรือเจ้าของร้านหนังสือเก่าหลายรายเริ่มตั้งข้อสังเกตว่ามีกลุ่มคนปริศนาสั่งซื้อหนังสือหายากเป็นจำนวนมากแบบเงียบๆ บางรายซื้อเป็นชุดใหญ่ยกล็อต โดยไม่มีการต่อรองราคา ไม่ถามรายละเอียด ไม่สนใจสภาพหนังสือ แถมยังขอให้จัดส่งไปยังที่อยู่ซึ่งไม่เปิดเผย หรือบางรายถึงขั้นให้คนมารับถึงร้านด้วยตัวเอง

สิ่งที่ทำให้น่าสงสัยยิ่งขึ้นไปอีกคือ หลังการซื้อขายเสร็จสิ้น หนังสือเหล่านั้นก็ "หายสาบสูญ" ไปจากตลาดโดยสิ้นเชิง ไม่มีการนำไปขายต่อ ไม่มีการนำไปประมูล ไม่มีใครเห็นมันอีกเลย สวนทางกับพฤติกรรมของนักสะสมทั่วไปที่จะหวงแหนหรือจัดแสดง แต่นี่เหมือนมีคนเอาหนังสือไป "กลืน" ทิ้งมากกว่า

พอเจาะลึกลงไปถึงแรงจูงใจ มันก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรขนาดนั้นครับ เพราะในยุคที่ AI แข่งกันเดือดแบบนี้ ใครมีข้อมูลฝึกโมเดลเยอะกว่า ดีกว่า และ "หายากกว่า" ก็ได้เปรียบกว่าคู่แข่ง หนังสือหายากหลายเล่มมีเนื้อหาที่ไม่ได้ถูกดิจิไทซ์ หรือถูกสแกนไว้ในคลังข้อมูลสาธารณะ การซื้อต้นฉบับจริงแล้วทำลายทิ้ง ก็เท่ากับเป็นการ "ผูกขาดข้อมูล" โดยปริยาย ทำให้คู่แข่งไม่มีทางเข้าถึงข้อมูลชุดนั้นได้เลย

มันคือเกมสงครามข้อมูลรูปแบบใหม่ที่โหดร้ายและสิ้นเปลืองสุดๆ ใครที่คิดว่าการขโมยข้อมูลหรือสแกนหนังสือโดยไม่ขออนุญาตมันแย่แล้ว อันนี้มันเลเวลเหนือไปอีกขั้น คือการทำลาย "ต้นทาง" ของความรู้ทิ้งเลย ซึ่งน่ากลัวกว่ามาก เพราะมันคือการลบประวัติศาสตร์บางส่วนของมนุษยชาติออกไปอย่างถาวร

ทางฝั่งเจ้าของร้านหนังสือเองก็เริ่มตั้งกำแพงต้านทานแล้ว มีการรวมกลุ่มกันในหมู่ผู้ค้าหนังสือเก่าเพื่อแชร์ข้อมูลของกลุ่มผู้ซื้อปริศนาเหล่านี้ โดยบางร้านถึงขั้นประกาศปฏิเสธการขายให้กับบุคคลที่เชื่อมโยงกับบริษัท AI โดยตรง เพราะมองว่าการกระทำแบบนี้เป็นการทำลายวงการและทำลายมรดกทางปัญญา ซึ่งผมเห็นด้วยเต็มร้อย

แต่อีกมุมหนึ่ง มันก็เป็นเรื่องที่น่าคิดเหมือนกันว่า จุดจบของอุตสาหกรรม AI จะเป็นแบบนี้หรือเปล่า? เมื่อบริษัทเหล่านี้มีเงินมากพอที่จะซื้อ "ทุกอย่าง" ได้แม้กระทั่งประวัติศาสตร์ แล้วทำลายมันทิ้งเพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขันชั่วคราว สุดท้ายเราจะเหลืออะไรไว้ให้รุ่นลูกหลานศึกษา? หรือโลกอนาคตจะจำกัดความรู้ไว้แค่ในกำมือของบริษัทเทคโนโลยีไม่กี่แห่งเท่านั้น?

การกระทำแบบนี้มันไม่ได้แค่ผิดจริยธรรม แต่ยังสะท้อนถึงความโลภที่ไร้ขีดจำกัดของวงการเทคฯ ที่มองทุกอย่างเป็นเพียง "ทรัพยากร" ที่สามารถบริโภคและทิ้งขว้างได้ ไม่ต่างจากวัตถุดิบในโรงงาน พวกเขาลืมไปว่าหนังสือคือสิ่งที่บรรจุจิตวิญญาณของผู้เขียนและภูมิปัญญาของยุคสมัย การทำลายมันเพื่อสร้างโมเดลภาษา ถือเป็นการแลกที่แพงเกินไป และผมว่ามันไม่คุ้มค่ากับการพัฒนาที่ว่านี้เลยสักนิด

หากเรื่องนี้ปล่อยไปเรื่อยๆ ผมว่าอีกไม่นานเราอาจต้องเจอกับมาตรการทางกฎหมายหรือแรงกดดันจากสาธารณะที่หนักหน่วงขึ้น จนบริษัท AI ต้องมานั่งอธิบายว่าทำไมถึงต้องทำลายหนังสือหายากทิ้ง และมันจำเป็นจริงๆ หรือ? เพราะในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลก้าวหน้าขนาดนี้ การสแกนหนังสือทั้งเล่มใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง การจะอ้างว่า "จำเป็นต้องซื้อมาครอบครองเพื่อฝึก AI" มันฟังดูเป็นข้ออ้างที่กำกวมและน่าสงสัยเกินไป

สรุปคือ วงการหนังสือกำลังเผชิญกับศัตรูตัวใหม่ที่มองไม่เห็นตัวตน แต่มีกระเป๋าหนักเหลือเชื่อ และพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เปรียบในการแข่งครั้งนี้ ซึ่งถ้าถามความเห็นผมตรงๆ ผมว่ามันถึงเวลาแล้วที่เราต้องตั้งคำถามใหญ่กับทิศทางของ AI ว่า เรากำลังแลกอะไรกับความก้าวหน้า? และการทำลายความรู้เพื่อสร้าง "ปัญญาประดิษฐ์" มันคุ้มค่าหรือไม่? ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักกฎหมายและจริยธรรมต้องจัดการ แต่ในฐานะคนที่รักการอ่าน ผมขอยืนข้าง booksellers ที่กล้าปฏิเสธพวกเขาครับ



ที่มา: Ars Technica AI — อ่านต้นฉบับ


#AIBooks #RareBooks #DataHoarding

🔗 อ่านต่อ · สินค้าและคำถามที่เกี่ยวข้อง

สินค้ามาแรงตอนนี้

คนขายของถามบ่อย

ความคิดเห็น 3

กำลังโหลดความคิดเห็น...