เจาะประเด็น
Robotaxi / Regulation
โรโบแท็กซี่วิ่งจริงแล้ว แต่คนก็เริ่มเดือดจริงจัง — กติกาจะเอายังไงต่อ?
รถไร้คนขับไม่ได้เป็นแค่เดโม่ในงานอีเวนต์อีกต่อไป แต่มันกำลังปะทะกับคนขับแท็กซี่ สหภาพแรงงาน และนักการเมืองในสนามจริง
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 4 นาที
คำถามที่แท้จริงไม่ใช่ "เทคโนโลยีไปได้ไกลแค่ไหน" แต่คือ "สังคมจะยอมให้มันไปไกลขนาดไหน" — แล้ววันนี้เรากำลังได้คำตอบแล้ว
เราคงต้องพูดกันตรงๆ ว่าโรโบแท็กซี่ไม่ได้เป็นแค่ "อนาคต" อีกต่อไป มันคือของจริงที่วิ่งอยู่บนถนนในหลายเมืองของอเมริกาแล้ว ทั้ง Waymo, Zoox และ Tesla ต่างก็เร่งเครื่องกันคนละไม้คนละมือ แต่สิ่งที่วิ่งตามมาแบบติดๆ ไม่แพ้กันคือกระแสต่อต้านที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นที่ผู้ว่าการรัฐต้องถอยกราวๆ เลยทีเดียว
เรื่องมันเริ่มจากที่นิวยอร์ก ซึ่งผู้ว่าการรัฐ Kathy Hochul ต้องดึงข้อเสนอที่เคยผลักดันไว้กลับคืนมา ข้อเสนอนั้นเป็นเหมือนใบเบิกทางให้รถไร้คนขับวิ่งนอกเขตเมืองนิวยอร์กได้ แต่พอเจอแรงต้านจากคนขับแท็กซี่ สหภาพแรงงาน และสมาชิกสภานิติบัญญัติเข้าเท่านั้นแหละ แผนก็พับเก็บใส่ลิ้นชักทันที ผลลัพธ์คือตอนนี้บริการรถไร้คนขับเชิงพาณิชย์ในนิวยอร์กยังคงผิดกฎหมายอยู่ดี
ฟังดูเป็นเรื่องของฝั่งอเมริกาใช่มั้ย? แต่เชื่อเถอะ มันคือบทเรียนราคาแพงที่ทุกประเทศที่มีแผนจะปล่อยรถไร้คนขับลงถนนต้องจดไว้ โดยเฉพาะบ้านเราที่กำลังอินกับเทรนด์นี้ไม่น้อย ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ว่าเทคโนโลยีปลอดภัยพอหรือยัง แต่อยู่ที่ว่าใครจะรับผลกระทบก่อน — และคนกลุ่มนั้นเขามีอำนาจจะปิดเกมได้ขนาดไหน
ตรงนี้แหละที่น่าสนใจ เพราะแรงต้านมันไม่ได้มาจากกลุ่มคนที่กลัวเทคโนโลยีล้วนๆ แต่มาจากคนที่กลัวว่าอาชีพจะหายไปแบบไม่ทันตั้งตัว คนขับแท็กซี่มองเห็นอนาคตตัวเองชัดเจนเกินไป ถ้าโรโบแท็กซี่วิ่งเต็มรูปแบบแล้วใครจะจ้างคนขับ? คำตอบคือไม่มีใคร — และนั่นคือเหตุผลที่สหภาพแรงงานออกโรงหนักมาก จนการเมืองต้องยอมก้มหัวให้แรงเสียดทานตรงนี้
ที่น่าคิดคือฝั่งบริษัทผู้พัฒนาก็ไม่ได้นิ่งดูดาย พวกเขาพยายามโน้มน้าวหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง NHTSA (หน่วยงานความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงของสหรัฐฯ) ให้ออกกติกาที่ยืดหยุ่นพอที่จะให้เทคโนโลยีพัฒนาไปต่อได้ แต่ในทางกลับกัน นักการเมืองท้องถิ่นกลับถูกแรงกดดันจากประชาชนในพื้นที่บีบให้ต้องชะลอหรือบล็อกการทดสอบไปเลย
มันคือสงครามสองด้านที่บริษัทเทคโนโลยียากจะชนะ ถ้าฝั่งรัฐบาลกลางเปิดทางให้ แต่รัฐบาลท้องถิ่นไม่ยอมรับ ก็จอดป้ายแดงอยู่ดี นิวยอร์กคือตัวอย่างชัดเจนของความขัดแย้งแบบนี้
ตรงนี้ขอออกความเห็นหน่อย — ผมว่าปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ตัวเทคโนโลยี แต่คือโมเดลการเปลี่ยนผ่านที่มันโหดร้ายเกินไป บริษัทอย่าง Waymo หรือ Tesla ไม่ได้สนใจว่าคนขับแท็กซี่จะไปไหนต่อ พวกเขาสนใจแค่ตัวเลขผู้โดยทางและอัตราคุ้มทุน แต่คนขับแท็กซี่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสู้เพื่อปากท้องของตัวเอง
ถ้าอยากให้โรโบแท็กซี่อยู่รอดจริงๆ บริษัทต้องคิดเรื่อง "การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม" ให้ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค ถ้ายังเมินเฉยต่อแรงต้านแบบนี้ ต่อให้เทคโนโลยีล้ำแค่ไหนก็ไปไม่ถึงไหนหรอก เพราะสุดท้ายการเมืองคือตัวชี้ขาดเสมอ
ฟันธงเลย — โรโบแท็กซี่จะชนะได้ไม่ใช่ด้วยเทคโนโลยี แต่ต้องชนะใจคนก่อน ถ้ายังเดินหน้าด้วยอีโก้ของซิลิคอนแวลลีย์แบบไม่ฟังเสียงใคร ระวังจะโดนแบนทั้งประเทศแบบนิวยอร์ก แล้วมานั่งเสียใจทีหลัง
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 3
กำลังโหลดความคิดเห็น...