ข่าวเด่น
Apple
ถึงเวลาแล้ว: Apple ประกาศวันเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ 9 กันยายนนี้
งานใหญ่ประจำปีกลับมาอีกครั้ง พร้อมสโลแกน "Surprise and shine" ที่บอกเป็นนัยว่าปีนี้มีอะไรซ่อนอยู่แน่นอน
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 3 นาที
ถ้าปีนี้ Apple ยังวนเวียนอยู่กับการอัปเกรดสเปกเล็กน้อยโดยไม่คิดจะพลิกเกมอะไรเลย ก็คงต้องถามแล้วว่า "Surprise" ที่ว่านั้นมันอยู่ตรงไหนกันแน่
เอาล่ะ ถึงฤดูกาลที่แฟนๆ Apple ทุกคนรอคอยแล้ว วันนี้บริษัทได้ส่งการ์ดเชิญอย่างเป็นทางการสำหรับงานเปิดตัวครั้งใหญ่ในเดือนกันยายน ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 9 กันยายน เวลา 13:00 น. ตามเวลาตะวันออกของสหรัฐฯ หรือถ้าใครอยู่เมืองไทยก็คือประมาณตี 1 ของวันที่ 10 กันยายนนั่นแหละ งานนี้ยังคงจัดที่ Steve Jobs Theater ใน Apple Park ตามธรรมเนียม พร้อมมีไลฟ์สตรีมให้ดูผ่านเว็บไซต์ของ Apple เอง
สิ่งที่ทำให้งานปีนี้น่าสนใจตั้งแต่แรกเห็นคือสโลแกน "Surprise and shine" ซึ่งฟังดูไม่เหมือนสโลแกนทั่วๆ ไปที่ Apple เคยใช้ จำได้ไหมปีที่แล้วใช้ "Wonderlust" ปีก่อนหน้านั้นก็ "Far out" แต่ปีนี้คำว่า "Surprise" มันโดนใจตรงที่มันสื่อถึงอะไรบางอย่างที่เราไม่ได้คาดคิดไว้ ซึ่งในวงการ iPhone มันยากขึ้นทุกทีที่จะเซอร์ไพรส์คนได้ เพราะข่าวหลุดมันมาไวและแม่นทุกปี
จากรายงานของ The Verge การ์ดเชิญถูกส่งออกไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และยืนยันแล้วว่างานจะจัดที่ Steve Jobs Theater เหมือนเดิม ซึ่งตรงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่ Apple ชอบใช้เพื่อสื่อว่า "งานนี้คือของจริง เป็นงานหลักของปี" ไม่ใช่แค่งานย่อยๆ สำหรับ iPad หรือ Mac รุ่นปรับสเปกอะไรแบบนั้น และแน่นอนว่างานเดือนกันยายนของ Apple ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือเวทีของ iPhone รุ่นใหม่เสมอ
แต่ประเด็นที่คนพูดถึงกันเยอะตอนนี้คือ "Surprise" ในสโลแกนมันหมายถึงอะไรกันแน่ บางกระแสก็เดาว่าอาจเป็นการกลับมาของดีไซน์ใหม่ที่เปลี่ยนจากเดิมอย่างสิ้นเชิง บ้างก็ว่าอาจเป็นฟีเจอร์ AI ที่ Apple ซุ่มทำมาเงียบๆ เพราะปีที่แล้วเปิดตัว Apple Intelligence ไปแบบครึ่งๆ กลางๆ ยังไม่ค่อยได้ใช้งานจริงจังอะไรนัก ปีนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องพิสูจน์แล้วว่าที่โฆษณาไว้มันเวิร์กจริงหรือเปล่า
อีกเรื่องที่หลายคนจับตามองคือการที่ Apple ยังคงยึด Steve Jobs Theater เป็นสถานที่จัดงาน แม้ในช่วงหลังจะมีข่าวลือว่า Apple อาจเปลี่ยนไปจัดแบบออนไลน์อย่างเดียวหรือย้ายสถานที่เพื่อความแปลกใหม่ แต่การที่ยังจัดที่นี่ก็แสดงว่าบริษัทยังให้ความสำคัญกับบรรยากาศแบบเดิมๆ ที่สื่อถึงความเป็น Apple ตั้งแต่ยุคของสตีฟ จ็อบส์ ซึ่งมันทั้งดีและน่าเบื่อในเวลาเดียวกัน เพราะแฟนๆ หลายคนเริ่มอยากเห็นอะไรใหม่ๆ มากกว่าการจัดงานในสถานที่เดิมซ้ำๆ
ถามว่าผมตื่นเต้นกับงานนี้ไหม ก็ต้องตอบตรงๆ ว่าตื่นเต้นแบบมีเงื่อนไข เพราะ Apple ในช่วง 2-3 ปีหลังมาถึงจุดที่ขายของแพงขึ้นเรื่อยๆ แต่ความสามารถในการสร้างความแปลกใหม่กลับลดลง การอัปเกรดกล้องทีละนิด เพิ่มชิปแรงขึ้นอีกหน่อย มันไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพรส์อีกต่อไป มันคือหน้าที่ที่ต้องทำ ถ้าปีนี้ Apple ยังกล้าตั้งชื่อสโลแกนว่า "Surprise" แต่เปิดตัวมาเป็นเพียง iPhone ที่แรงขึ้น กล้องดีขึ้น แล้วก็จบ ก็ถือว่าพลาดโอกาสครั้งสำคัญที่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาจากผู้บริโภคที่เริ่มเบื่อ
แต่ในทางกลับกัน ถ้า Apple มีของจริงๆ ซ่อนอยู่ เช่น การปรับโฉมดีไซน์ครั้งใหญ่ หรือฟีเจอร์ AI ที่ใช้งานได้จริงแบบไม่ต้องมีข้อแม้ นั่นแหละถึงจะเรียกว่า "Surprise" สมกับที่โปรโมทไว้ และมันจะทำให้คู่แข่งอย่าง Samsung หรือ Google ต้องกลับมาคิดหนัก เพราะตอนนี้ตลาดสมาร์ตโฟนมันอิ่มตัวมากจนใครมีไอเดียใหม่แค่จุดเดียวก็กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั้งโลกได้
อีกประเด็นที่ผมว่าสำคัญไม่แพ้กันคือการไลฟ์สตรีมผ่านเว็บไซต์ของ Apple ซึ่งปีนี้ก็ยังทำเหมือนเดิม แต่คำถามคือมันจะมีการเพิ่มลูกเล่นอะไรใหม่ๆ ในการถ่ายทอดสดไหม เพราะปีที่แล้วมีการใช้เทคนิคการถ่ายทำแบบ cinematic เยอะมาก ดูสนุกดี แต่ปีนี้คนดูอาจคาดหวังอะไรที่อินเทอร์แอคทีฟมากขึ้น หรือไม่ก็อาจมีการเซอร์ไพรส์เล็กๆ น้อยๆ ระหว่างการถ่ายทอดสดก็เป็นได้
กำหนดการสำคัญ
วันที่ 9 กันยายน เวลา 13:00 น. ตามเวลาตะวันออก (ตรงกับเช้ามืดวันที่ 10 กันยายน เวลาประเทศไทย) รับชมผ่านเว็บไซต์ Apple หรือติดตามสรุปได้ที่นี่
สถานที่จัดงาน
Steve Jobs Theater, Apple Park — สถานที่จัดงานหลักของ Apple สำหรับการเปิดตัวสินค้าเรือธงมาตลอดตั้งแต่ปี 2017
สโลแกนปีนี้
"Surprise and shine" — สื่อถึงความเซอร์ไพรส์และการเปล่งประกาย ซึ่งอาจหมายถึงการอัปเกรดกล้องหรือจอแสดงผลที่สว่างขึ้น แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่ามันมีนัยซ่อนอยู่มากกว่านั้น
สรุปง่ายๆ คือ Apple ประกาศวันเปิดตัวแล้ว และมันคือวันที่ 9 กันยายนนี้ แต่สิ่งที่เราทุกคนรอคอยจริงๆ ไม่ใช่แค่วันที่ แต่คือ "ของ" ที่จะโชว์บนเวที ถ้า "Surprise" ปีนี้เป็นเพียงการอัปเกรดสเปกตามสูตรสำเร็จ ก็ถือว่าพลาดโอกาสทองครั้งใหญ่ แต่ถ้ามีอะไรพลิกเกมจริงๆ นี่อาจเป็นงานที่เปลี่ยนทิศทางวงการสมาร์ตโฟนไปอีกขั้น — รอดูกันได้เลย
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 6
กำลังโหลดความคิดเห็น...