เจาะประเด็น
AI / Writing
นักเขียนสายเทคบอกตรงๆ ใช้ LLM ได้ แต่ห้ามลอกสำนวนมันแม้แต่คำเดียว
กติกาข้อแรกที่ฟังดูโหด แต่กลับเป็นวิธีใช้ AI เขียนงานที่สมเหตุสมผลที่สุดที่ผมเจอมา
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 4 นาที
คำถามจริงๆ ไม่ใช่ "ควรใช้ AI เขียนไหม" แต่คือ "เรายังแยกออกไหมว่าประโยคไหนเป็นของเราจริงๆ"
ถ้าคุณเคยรู้สึกว่าข้อความที่ AI เขียนให้มันมี "กลิ่น" บางอย่างที่บอกไม่ถูก — ลื่นเกินไป เรียบเกินไป เหมือนไม่มีใครอยู่ข้างหลังจริงๆ — โทมัส พทาเซก นักพัฒนาและนักเขียนสายเทคคนหนึ่งก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน และเขาไม่ได้แค่บ่น แต่ตั้งกติกาส่วนตัวขึ้นมาข้อหนึ่งที่ฟังดูแรงใช้ได้
กติกาข้อแรกของเขาคือ: คุณห้ามใช้สำนวนหรือวลีที่ LLM เสนอให้คุณแม้แต่คำเดียว ฟังดูเหมือนเล่นใหญ่ แต่เหตุผลของมันคมกว่าที่คิด
พทาเซกเรียกกติกานี้ว่าเป็น "อุปกรณ์ป้องกันตัวทางปัญญา" (intellectual personal protective equipment) ซึ่งเป็นคำที่เลือกได้ตรงจุดมาก เพราะสิ่งที่เขากังวลไม่ใช่เรื่องคุณภาพงานเป็นหลัก แต่เป็นการรักษาความเป็นเจ้าของถ้อยคำของตัวเองไว้ ไม่ให้ปนเปื้อนไปกับภาษาที่ AI ปั้นออกมา
จุดที่ผมชอบในแนวทางนี้คือมันไม่ได้สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง พทาเซกไม่ได้บอกว่า "อย่าแตะ AI" แต่เขาวางขอบเขตชัดเจนว่า AI ทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้ในงานเขียนของเขา งานที่ให้ AI ทำคือ:
ตรวจข้อเท็จจริง
ใช้เช็กว่าข้อมูลที่เขียนไปถูกต้องหรือไม่
ตรวจการสะกดและไวยากรณ์
ทำหน้าที่เหมือนโปรแกรมพิสูจน์อักษรมากกว่าคนเขียน
หาคำ synonym เป็นครั้งคราว
ใช้เป็น thesaurus ชั่วคราวเวลานึกคำไม่ออก
ส่วนงานที่เขาไม่ยอมให้ AI แตะเด็ดขาดคือการเขียนเนื้อหาให้บล็อกของเขาเอง อันนี้คือเส้นแบ่งที่ชัดเจน — AI เป็น "บรรณาธิการ" ได้ แต่ห้ามเป็น "คนเขียน"
พทาเซกบอกว่ากติกา "ห้ามใช้สำนวนที่ AI เสนอ" ให้ความรู้สึกดีกับเขา เพราะข้อความที่ได้มันมี "กลิ่นแปลกๆ" ที่จับต้องได้ และตัวกติกาเองก็ช่วยให้เขามีวินัยในการเขียน ไม่ปล่อยให้ตัวเองไหลตามความง่าย
ตรงนี้ผมว่าเป็นประเด็นที่คนพูดถึงน้อยมากในวงการ ทุกวันนี้เราถกกันเยอะเรื่อง "AI เขียนงานแทนได้ไหม" หรือ "นักเขียนจะตกงานไหม" แต่คำถามที่พทาเซกกำลังชี้คืออีกเรื่องเลย — ถ้าคุณใช้ AI เสนอสำนวนให้ แล้วคุณก็ลอกมันมาโดยไม่ทันคิด สุดท้ายงานที่ออกมาจะยังเป็น "งานของคุณ" อยู่ไหม หรือมันกลายเป็นงานที่คุณแค่เซ็นชื่อกำกับ
และที่สำคัญกว่าคือ "กลิ่น" ที่เขาพูดถึงนั่นแหละ คนอ่านจำนวนมากเริ่มจับได้แล้วว่าข้อความไหนผ่าน AI มา มันไม่ใช่แค่เรื่องคำศัพท์ซ้ำๆ หรือโครงสร้างประโยคที่เป๊ะเกินมนุษย์ แต่เป็นความรู้สึกว่าข้อความนั้นไม่มีความคิดของใครจริงๆ อยู่ข้างใน
นอกจากตัวกติกา พทาเซกยังโชว์สกรีนช็อตเครื่องมือพิสูจน์อักษร LLM ส่วนตัวของเขา พร้อมแชร์ prompt ที่ช่วยให้คนอื่นเริ่มสร้างเครื่องมือแบบเดียวกันได้เองด้วย แปลว่าเขาไม่ได้แค่ตั้งกฎแล้วจบ แต่ลงมือสร้างระบบงานจริงที่สอดคล้องกับกฎนั้น
กติกาของพทาเซกอาจฟังดูเข้มงวดเกินไปสำหรับหลายคน แต่ถ้าคุณเขียนงานเป็นอาชีพหรือแค่จริงจังกับงานเขียนของตัวเอง การแยกให้ออกว่าประโยคไหน "ของเรา" กับประโยคไหน "ของ AI" ไม่ใช่แค่เรื่องศีลธรรมทางวิชาชีพ แต่เป็นเรื่องการรักษาเสียงของตัวเองไว้ไม่ให้หายไปในกองข้อความที่ลื่นไหลแต่ไร้ตัวตน
ที่มา: Simon Willison's Weblog — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 3
กำลังโหลดความคิดเห็น...