เจาะประเด็น
Smart Home / Gadgets
หุ่นตัดหญ้าฝันเป็นจริงได้แล้ว แต่ยังไม่ใช่ของที่ซื้อมาแล้วลืมมันได้
ในที่สุดเทคโนโลยีก็ก้าวถึงจุดที่ไว้ใจได้ แต่ถ้าคิดว่าปล่อยให้มันทำงานเองร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วนอนเล่นได้เลย ลองคิดใหม่
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 4 นาที
หุ่นตัดหญ้าอัตโนมัติเคยเป็นของเล่นราคาแพงสำหรับคนมีเงินเยอะและมีสวนใหญ่ๆ เท่านั้น แต่ช่วงสองสามปีมานี้มันพัฒนากระโดดข้ามไปไกลมาก จนถึงจุดที่ The Verge ถึงกับออกปากว่า "เจอตัวที่ไว้ใจให้ดูแลสนามหญ้าได้แล้ว" ฟังดูน่าตื่นเต้นใช่ไหมล่ะ? แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งเคลิ้มตาม เพราะแม้แต่ตัวที่ว่าดีที่สุดในตลาดตอนนี้ มันก็ยังไม่ใช่เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียบปลั๊กแล้วลืมมันได้
พูดตรงๆ เลยว่าตลาดนี้มันเปลี่ยนเกมไปมาก จากยุคที่หุ่นยนต์ตัดหญ้ารุ่นเก๋าอย่าง Husqvarna Automower วิ่งมั่วๆ ไปชนขอบสนามแบบสุ่มๆ หวังว่าสักพักมันจะครบทุกพื้นที่ (ซึ่งบางทีก็ไม่ครบ) มาสู่ยุคที่ใช้ GPS, LiDAR และกล้อง AI จัดการแผนที่สนามแบบละเอียดยิบ รู้ว่าตรงไหนเป็นสนาม ตรงไหนเป็นแปลงดอกไม้ ตรงไหนเป็นขอบรั้วบ้านเพื่อนบ้าน เรียกได้ว่าจากยุคหินกระโดดมาอยู่ในยุคอวกาศภายในไม่กี่ปี
ประเด็นสำคัญที่ The Verge พูดถึงและเราขอย้ำให้ชัดคือคำว่า "ไว้ใจได้" มันไม่ได้แปลว่า "ปล่อยปะละเลยได้" หุ่นเหล่านี้ฉลาดขึ้นมากจริง แต่ก็ยังมี моментыที่มันทำอะไรโง่ๆ ให้เราต้องวิ่งตามแก้อยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นการตรวจจับขอบสนามพลาดแล้วไถลลงไปในร่องน้ำ ไปกินสายยางรดน้ำเข้าจนเครื่องตัดดับ หรือบางรุ่นที่ดื้อรั้นพยายามจะตัดหญ้าข้ามไปฝั่งบ้านเพื่อนบ้านเพราะ GPS เพี้ยนนิดเดียว ซึ่งถ้าเจอเพื่อนบ้านขี้โมโหหน่อยก็จบกัน
การรีวิวครั้งนี้ของ The Verge ไม่ได้โฟกัสแค่เจ้าใดเจ้าหนึ่ง แต่ปูพรมไปหลายแบรนด์ดัง ทั้ง Segway, Mammotion, Husqvarna รวมถึงพวกยักษ์ใหญ่วงการหุ่นดูดฝุ่นอย่าง Roborock และ Dreame ที่กระโดดเข้าวงการนี้มาด้วย นี่คือสัญญาณว่าตลาดกำลังร้อนแรงและแข่งขันดุเดือด แบรนด์จากจีนกำลังตีตลาดด้วยฟีเจอร์จัดเต็มราคาย่อมเยา ขณะที่แบรนด์ยุโรปอย่าง Husqvarna ก็ต้องเร่งเครื่องพัฒนาระบบ AI มาแข่งเพื่อความอยู่รอด
จุดที่ทำให้รุ่นใหม่ๆ น่าสนใจคือเรื่อง "การจัดการกับสนามที่ซับซ้อน" รุ่นเรือธงอย่าง Mammotion ใช้ระบบ RTK (Real-Time Kinematic) ที่มีความแม่นยำระดับเซนติเมตร ทำให้สามารถตัดหญ้าตามแนวที่ซับซ้อน หลบต้นไม้ หลบขอบแปลงดอกไม้ได้อย่างเนียนกริบ ไม่ต้องฝังสายไฟรอบสนามเหมือนรุ่นโบราณอีกต่อไป นี่คือสิ่งที่เมื่อสามปีก่อนเราทำนายกันไว้ว่ามันจะมา และตอนนี้มันมาถึงแล้วจริงๆ
แต่สิ่งที่ The Verge ติงออกมาและเราค่อนข้างเห็นด้วยคือเรื่อง "การติดตั้งและตั้งค่าเริ่มต้น" มันไม่ใช่ปลั๊กแอนด์เพลย์ ที่แกะกล่องปุ๊บใช้งานได้ปั๊บ คุณยังต้องพาหุ่นเดินรอบสนามเพื่อสอนแผนที่ ต้องกำหนดโซนตัด ห้ามตัด จุดอันตราย ฯลฯ ซึ่งใช้เวลาหลายชั่วโมงเหมือนกัน แถมบางยี่ห้อแอปยังใช้งานไม่ลื่นไหล ต้องมานั่งงมๆ ลองผิดลองถูกกันเอง ซึ่งมันไม่ใช่ประสบการณ์ที่ดีสำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นสายเทค
จากที่เราไล่ดูสเปกและทดสอบจริง (ทั้งของเราเองและจากรีวิวต่างประเทศ) เราคิดว่าจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หุ่นตัดหญ้ารุ่นใหม่ "ใช้ได้จริง" ไม่ใช่ตัวหุ่นเอง แต่เป็น "ซอฟต์แวร์และแผนที่" ต่างหาก หุ่นยุคใหม่ทุกตัวมีฮาร์ดแวร์เทพๆ ทั้งนั้น แต่ตัวที่ชนะคือตัวที่ AI ตัดสินใจได้ฉลาดว่า เจอหญ้าสูงผิดปกติต้องวนกลับไปตัดใหม่ หรือเจอสิ่งกีดขวางแปลกๆ ต้องหยุดแล้วแจ้งเตือนทันที ไม่ใช่ตัดมั่วๆ ไปเรื่อยจนพัง
อีกเรื่องที่หลายคนมองข้ามคือเรื่องเสียง รุ่นใหม่ๆ เงียบมากจนนอนกลางวันได้โดยไม่รู้สึกว่ารำคาญ แต่ถ้าเป็นรุ่นราคาถูกๆ เสียงจะดังเหมือนเครื่องตัดหญ้าไร้สายทั่วไป ซึ่งถ้าบ้านอยู่ติดกันคงโดนเพื่อนบ้านเอามีดมาเคาะรั้วแน่นอน เพราะฉะนั้นอย่าประหยัดงบตรงนี้ถ้าไม่อยากมีเรื่อง
สุดท้ายนี้ เราไม่ได้บอกให้คุณรีบไปซื้อตอนนี้ เพราะราคารุ่นท็อปๆ ยังอยู่หลักหลายหมื่นบาท แต่ถ้าถามว่า "ถึงเวลาที่คนธรรมดาจะซื้อมาใช้แล้วรอดไหม?" คำตอบคือ "รอดแล้ว" แต่ต้องยอมรับกติกาว่า มันคือผู้ช่วยที่ต้องดูแล ไม่ใช่ทาสที่ทำงานให้ฟรีๆ ถ้าปรับ Mindset ได้ คุณจะมีความสุขกับมันมาก แต่ถ้าคิดว่าซื้อมาแล้วจะนอนจับไข่ได้เลย ขอบอกว่ายังไม่ใช่ตอนนี้
หุ่นตัดหญ้ารุ่นใหม่ฉลาดพอจะไว้ใจได้จริง แต่ยังไม่ฉลาดพอจะไว้ใจได้แบบไม่ต้องดูแล มันคือเครื่องมือที่ช่วยลดงาน 70% ไม่ใช่ 100% ถ้าคุณรับได้กับเงื่อนไขนี้ นี่คือเวลาที่ใช่จะลงทุน แต่ถ้าคิดว่าซื้อมาแล้วจะลืมมันได้ ขอแนะนำให้จ้างคนสวนต่อเถอะ ถูกกว่าและจบกว่า
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 6
กำลังโหลดความคิดเห็น...