เจาะประเด็น
Robotics
หุ่นยนต์จีนวิ่ง 100 เมตรทุบสถิติยูเซน โบลต์แล้ว แต่คำถามคือเราพร้อมรับสิ่งนี้หรือยัง
มนุษย์สร้างเครื่องจักรที่วิ่งเร็วกว่ามนุษย์ที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ และนี่ไม่ใช่แค่ข่าวเทคโนโลยี แต่คือบททดสอบนิยามของคำว่า "นักกีฬา"
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 3 นาที
ถ้าโลกนี้มีหุ่นยนต์วิ่ง 100 เมตรได้ใน 9.39 วินาที แล้วโอลิมปิกครั้งหน้ามันยังมีความหมายอะไรสำหรับมนุษย์ปุถุชน?
เราอาจเคยคิดว่าสถิติ 9.58 วินาทีของยูเซน โบลต์ คือขีดจำกัดของความเร็วที่มนุษย์จะไปถึงได้ มันคือกำแพงที่เราเชื่อว่าไม่มีใครทำลายได้ในอีกหลายสิบปีข้างหน้า แต่ปรากฏว่ากำแพงนั้นไม่ได้ถูกทำลายโดยมนุษย์ด้วยกันเอง แต่ถูกทุบโดยหุ่นยนต์จากประเทศจีนในงาน World Humanoid Robot Games ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
ตัวเลขมันโหดร้ายและชัดเจนมาก: Tiangong Ultra หุ่นยนต์จาก Beijing Humanoid Robot Innovation Center วิ่ง 100 เมตรได้ในเวลา 9.39 วินาที ส่วนรุ่นรองลงมาอย่าง Lightning ที่พัฒนาโดย Honor ตามมาด้วย 9.47 วินาที ทั้งคู่ทำลายสถิติของโบลต์ได้สบายๆ ซึ่งมันไม่ใช่แค่เรื่องของวิศวกรรม แต่มันคือสัญญาณว่าวงการกีฬากำลังจะเจอคำถามใหญ่ที่ไม่มีใครกล้าตอบ
ผมไม่ได้มาบอกให้คุณตกใจหรือกลัวอนาคตแบบในหนังไซไฟ แต่ผมคิดว่าเราต้องพูดกันตรงๆ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้มันเปลี่ยนกฎของเกมไปทั้งเกม ถ้าเรายอมรับว่าหุ่นยนต์สามารถ "เล่นกีฬา" แข่งกับมนุษย์ได้จริง แล้วเราจะให้ความหมายกับการแข่งขันแบบเดิมยังไง? มันเหมือนกับให้รถแข่ง F1 มาวิ่งแข่งกับนักวิ่งมาราธอน มันไม่ยุติธรรมตั้งแต่แรกแล้ว
งานนี้จัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง โดยมีหุ่นยนต์จากหลายค่ายเข้าร่วม แต่ที่สะดุดตาที่สุดคือ Tiangong Ultra ที่วิ่งได้เร็วจนกล้องจับแทบไม่ทัน หลายคนอาจสงสัยว่าหุ่นยนต์แบบนี้มีโครงสร้างอะไรถึงวิ่งได้เร็วขนาดนั้น คำตอบง่ายๆ คือมันถูกออกแบบมาเพื่อความเร็วโดยเฉพาะ ไม่ได้ถูกสร้างมาให้ทำงานบ้านหรือยกของ แต่คือเครื่องจักรที่ตั้งใจวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่ฟิสิกส์จะเอื้ออำนวย
จุดสำคัญที่คนมักมองข้ามคือความก้าวหน้าของเทคโนโลยี "ขา" และระบบทรงตัว ถ้าคุณลองย้อนกลับไปดูหุ่นยนต์สองขาเมื่อ 5 ปีก่อน มันเดินยังแทบจะเซเหมือนเด็กหัดเดิน แต่ตอนนี้มันวิ่งได้เร็วกว่าคนที่เร็วที่สุดในโลก นี่คือการพัฒนาที่รวดเร็วแบบก้าวกระโดด และมันไม่ได้หยุดแค่นี้แน่นอน
ผมเห็นว่าประเด็นที่แท้จริงไม่ใช่ว่าหุ่นยนต์วิ่งเร็วแค่ไหน แต่คือเราจะวางตำแหน่งของมันในสังคมมนุษย์ยังไง ถ้าจะให้หุ่นยนต์มาแข่งกีฬากับมนุษย์ มันก็เหมือนการเอาเครื่องคิดเลขมาแข่งคิดเลขกับคน มันไม่สนุกและไม่มีความหมาย แต่ถ้าเรามองว่านี่คือการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้หุ่นยนต์ทำงานในโลกจริงได้ดีขึ้น นี่คือความก้าวหน้าที่น่าตื่นเต้นมาก
ลองคิดดูว่าถ้าเทคโนโลยีนี้ถูกนำไปใช้กับขาเทียมสำหรับผู้พิการ หรือใช้ในภารกิจกู้ภัยในพื้นที่อันตราย มันจะเปลี่ยนชีวิตคนได้มากแค่ไหน นี่คือมุมที่เราควรโฟกัส ไม่ใช่การไปยึดติดกับตัวเลขสถิติที่มันสร้างไว้
ประเด็นที่ 1: วงการกีฬาต้องนิยามใหม่
ถ้าหุ่นยนต์มาแข่งกับมนุษย์ได้จริง กติกาและความหมายของ "แชมป์" จะเปลี่ยนไปตลอดกาล
ประเด็นที่ 2: เทคโนโลยีขาเทียม
ระบบทรงตัวและการเคลื่อนไหวแบบนี้คือกุญแจสำคัญที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตผู้พิการทางร่างกาย
ประเด็นที่ 3: อนาคตของแรงงาน
หุ่นยนต์ที่คล่องตัวขนาดนี้หมายความว่าอีกไม่นานงานที่ต้องใช้ร่างกายจะถูกแทนที่จริงจัง
สิ่งที่ The Verge รายงานมามันเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ถ้าปีนี้วิ่งได้ 9.39 ปีหน้าใครจะรู้ว่ามันจะวิ่งได้ 8 วินาทีหรือไม่? คำถามคือเราจะเอาเทคโนโลยีนี้ไปใช้ทางไหน ถ้าใช้ผิดทางมันคืออาวุธ ถ้าใช้ถูกทางมันคือเครื่องมือที่ยกระดับชีวิตมนุษยชาติ
สรุปคือ เรากำลังยืนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความน่าทึ่งกับความน่ากลัว หุ่นยนต์วิ่งเร็วกว่ามนุษย์แล้ว แต่เรายังทันที่จะเลือกว่าให้มันเป็นเพื่อนร่วมทางหรือคู่แข่ง ถ้าถามผมนะ มันคือโอกาส ไม่ใช่ภัยคุกคาม — อยู่ที่ว่าใครจะใช้มันเป็น
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 5
กำลังโหลดความคิดเห็น...