เจาะประเด็น
AI & Environment
AI กินน้ำมหาศาลจริง แต่โทษมันอย่างเดียวไม่แฟร์ — อยู่ที่ใครสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ไว้ที่ไหน
ตัวเลขปริมาณน้ำที่ AI ใช้ฟังดูน่ากลัว แต่บริบทเรื่องทำเลและเทคโนโลยีทำความเย็นต่างหากที่บอกเราว่าปัญหามันร้ายแรงแค่ไหน
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 4 นาที
ถ้าเราวัดผลกระทบสิ่งแวดล้อมของ AI แค่ "ปริมาณน้ำรวม" โดยไม่ดูว่ามันใช้น้ำที่ไหน เราจะเข้าใจปัญหาผิดทั้งเรื่อง
เรื่อง "AI กินไฟ" พูดกันจนชินหูแล้ว แต่ประเด็น "AI กินน้ำ" เพิ่งจะถูกหยิบมาถกจริงจังช่วงไม่กี่ปีมานี้ และพอมีรายงานออกมาว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ของกูเกิลและไมโครซอฟต์ใช้น้ำเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว หลายคนก็เริ่มแตกตื่นว่าปัญญาประดิษฐ์กำลังจะดูดน้ำจนโลกแล้ง
แต่ถ้าอ่านรายงานของ Ars Technica ให้ละเอียด จะพบว่ามันไม่ได้เลวร้ายแบบที่พาดหัวข่าวดราม่าชอบทำให้ดู สิ่งที่รายงานชี้ชัดคือ "ปริมาณน้ำที่ใช้" กับ "ผลกระทบต่อแหล่งน้ำจริง" เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง ตัวเลขรวมอาจฟังดูน่ากลัว แต่การที่ดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งอยู่ในรัฐเท็กซัสซึ่งน้ำกำลังขาดแคลน ย่อมส่งผลไม่เหมือนกับที่ตั้งในรัฐโอเรกอนที่ฝนตกชุก
หัวใจของปัญหาอยู่ที่ระบบทำความเย็น ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้วิธี "ระบายความร้อนด้วยน้ำ" (water-based cooling) จะกินน้ำเยอะมาก โดยเฉพาะถ้าใช้ระบบ "evaporative cooling" ที่พึ่งพาการระเหยของน้ำเพื่อลดอุณหภูมิ ซึ่งวิธีนี้เหมาะกับพื้นที่อากาศแห้ง แต่ก็แลกมาด้วยการสูญเสียน้ำจำนวนมหาศาลสู่บรรยากาศ ในทางกลับกัน ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้ระบบ "closed-loop" หรือเทคโนโลยีทำความเย็นแบบใหม่ๆ จะหมุนเวียนน้ำในระบบปิด ใช้น้ำน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ
ที่น่าสนใจคือ บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขาพยายามผลักดันการใช้ระบบทำความเย็นแบบ "air-cooled" หรือแม้แต่ "liquid cooling" แบบจุ่มแผงวงจรลงในของเหลวโดยตรง ซึ่งของเหลวพวกนี้ไม่ระเหยง่ายเท่าน้ำ และหมุนเวียนใช้ซ้ำได้ แต่ปัญหาคือ เทคโนโลยีเหล่านี้ยังใช้ไม่ได้กับทุกสภาพอากาศ ทุกทำเล และทุกการออกแบบอาคาร
ประเด็นนี้มันสะท้อนอะไรบางอย่างที่ใหญ่กว่าเรื่องน้ำตรงๆ นะ คือความเร่งรีบในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยไม่คิดถึงผลข้างเคียงระยะยาว ทุกคนอยากเป็นเจ้าของโมเดลภาษาที่ใหญ่ที่สุด เร็วที่สุด แข็งแกร่งที่สุด แต่ใครจะคิดว่าการเทรนโมเดลหนึ่งครั้งต้องใช้น้ำเทียบเท่ากับการอาบน้ำของคนทั้งเมือง?
ที่สำคัญกว่านั้นคือเรื่อง "ความโปร่งใส" บริษัทเทคส่วนใหญ่รายงานตัวเลขการใช้น้ำรวมในรายงานความยั่งยืนประจำปี แต่ไม่ค่อยมีใครแจกแจงว่ามันกระจายอยู่ที่ไหนบ้าง ใช้ไปกับอะไรบ้าง และที่สำคัญคือ น้ำที่ใช้ไปนั้นเป็น "น้ำจืด" ที่คนใช้บริโภค หรือเป็น "น้ำรีไซเคิล" ที่ใช้ได้เฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ถ้าไม่เปิดเผยข้อมูลละเอียดขนาดนี้ นักลงทุนและสาธารณชนก็ไม่สามารถประเมินความเสี่ยงจริงๆ ได้เลย
คำถามที่ต้องถามต่อคือ ใครควรรับผิดชอบ? รัฐบาลท้องถิ่นที่ออกใบอนุญาตให้สร้างดาต้าเซ็นเตอร์โดยไม่ตรวจสอบความพร้อมของทรัพยากรน้ำ? หรือบริษัทเทคที่เร่งขยายการลงทุนโดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัดของพื้นที่? คำตอบคือทั้งคู่ และถ้ายังเล่นเกมผลักความรับผิดชอบกันแบบนี้ ปัญหาน้ำจะกลายเป็นคอขวดของการพัฒนา AI ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
สิ่งที่อยากฝากไว้คือ ในฐานะผู้ใช้งาน เราอาจไม่สามารถเลือกได้ว่าโมเดล AI ที่เราใช้อยู่ถูกเทรนที่ไหน แต่อย่างน้อยเราควรกดดันให้บริษัทเทคเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น และที่สำคัญคือ เลิกมองว่า "การเติบโตของ AI" ต้องแลกมาด้วย "การทำลายสิ่งแวดล้อม" เสมอไป มันมีทางเลือกที่ดีกว่าอยู่แล้ว แค่ต้องมีใครสักคนกล้าตัดสินใจทำ
สรุปคือ AI กินน้ำจริงและจะกินมากขึ้นเรื่อยๆ แต่การโทษตัวเลขรวมโดยไม่ดูบริบทเป็นแค่การสร้างความตื่นตระหนก สิ่งที่ต้องจับตาจริงๆ คือ นโยบายการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ และความโปร่งใสของบริษัทเทค ไม่งั้นวันข้างหน้าเราอาจต้องเลือกว่าจะเอาน้ำไปเลี้ยงคน หรือเลี้ยงอัลกอริทึม
ที่มา: Ars Technica AI — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 3
กำลังโหลดความคิดเห็น...