เจาะประเด็น
AI / Copyright
เอกสารศาลเผย ไมโครซอฟต์เองก็เรียกการดูดข้อมูลของ AI ว่า "การขโมยแรงงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์"
คำพูดหลุดจากเอกสารคดี The New York Times ที่ไม่มีใครอยากให้ออกมา แต่กลับกลายเป็นหลักฐานชิ้นเด็ดที่ตอกย้ำว่าคนในวงการเองก็รู้ดีว่ากำลังทำอะไรอยู่
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 4 นาที
ถ้าคนที่สร้างเครื่องมือนี้ยังเรียกมันว่าการขโมย คำถามคือแล้วคนที่ใช้มันอยู่ทุกวันควรเรียกมันว่าอะไร
เรื่องนี้เริ่มจากคดีความที่ The New York Times ยื่นฟ้อง OpenAI และไมโครซอฟต์ ข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งระหว่างการต่อสู้ทางกฎหมาย ทนายของทั้งสองฝ่ายต้องยื่นเอกสารต่อศาล และเอกสารพวกนี้เองที่กลายเป็นขุมทรัพย์ของนักข่าว เพราะมันเปิดเผยสิ่งที่คนในวงการพูดกันหลังบ้าน ไม่ใช่คำแถลงสวยหรูที่เขียนให้สื่ออ่าน
สิ่งที่หลุดออกมาคือคำพูดของ Shane Barratt ผู้อำนวยการฝ่ายหนึ่งของไมโครซอฟต์ ที่เรียกการดูดข้อมูลเพื่อฝึก AI ว่าเป็น "การขโมยแรงงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์" ซึ่งฟังดูแรงมาก แต่ที่แรงกว่านั้นคือมันไม่ได้พูดโดยนักเคลื่อนไหวต่อต้าน AI หรือศิลปินที่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์ แต่มันพูดโดยคนที่ทำงานอยู่ข้างในบริษัทที่ลงทุนกับ AI หนักที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ในเอกสารชุดเดียวกัน มีบันทึกที่ฝั่ง OpenAI เองเรียก ChatGPT ว่าเป็น "ภัยคุกคามเชิงอัตถิภาวการณ์" ต่อสำนักพิมพ์ ซึ่งคำว่า existential threat ในบริบทนี้หมายถึงภัยที่ถึงขั้นทำให้สำนักพิมพ์อยู่ไม่ได้เลย ไม่ใช่แค่รายได้ลด แต่คือโมเดลธุรกิจพังทั้งระบบ เพราะถ้าคนอ่านข่าวไม่ต้องเข้าเว็บข่าวอีกต่อไป แล้วสำนักพิมพ์จะเอาอะไรกิน
จุดที่ผมว่าตลกร้ายที่สุดคือ ทั้งสองบริษัทนี้ไม่ได้กำลังเถียงว่าการดูดข้อมูลมันผิดหรือถูก พวกเขากำลังเถียงกันในศาลว่าใครควรรับผิดชอบยังไงต่างหาก แต่คำพูดที่หลุดออกมากลับยอมรับตรงๆ ว่าพวกเขารู้ตัวเต็มอกว่ากำลังทำอะไรอยู่ และรู้ด้วยว่ามันสร้างความเสียหายให้คนอื่นแค่ไหน
ที่ผ่านมา การถกเถียงเรื่อง AI กับลิขสิทธิ์มักถูกวางกรอบว่าเป็นเรื่องของ "คนหัวเก่าที่ไม่เข้าใจเทคโนโลยี" กับ "คนหัวใหม่ที่กำลังสร้างอนาคต" แต่เอกสารคดีนี้พลิกกรอบนั้นทิ้ง เพราะมันพิสูจน์ว่าคนที่อยู่ฝั่งผู้สร้าง AI เองก็ยอมรับในเอกสารทางกฎหมายว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือการเอาเปรียบแรงงานสร้างสรรค์ของคนอื่นแบบไม่ขออนุญาต
อีกอย่างที่ต้องจับตาคือเรื่องนี้จะกลายเป็นหลักฐานในชั้นศาลได้แค่ไหน เพราะคำพูดของพนักงานในเอกสารภายในอาจถูกฝ่าย OpenAI และไมโครซอฟต์โต้ว่าไม่ใช่ท่าทีอย่างเป็นทางการของบริษัท แต่ในสายตาของสาธารณชน มันคือการยอมรับจากปากคนใน ซึ่งยากที่จะลบออกจากความทรงจำของคนอ่านข่าวไปแล้ว
และที่สำคัญคือคดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ The New York Times กับสองบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ แต่ผลลัพธ์ของมันจะกำหนดกติกาว่าเว็บข่าว บล็อกเกอร์ นักเขียน และครีเอเตอร์รายย่อยทั่วโลกจะถูกดูดงานไปฝึก AI แบบไม่ต้องจ่ายเงินกันต่อไปได้อีกหรือไม่
ต่อให้คดีนี้จบลงด้วยการจ่ายค่าปรับหรือทำข้อตกลงลิขสิทธิ์กันในที่สุด ความจริงที่โผล่ออกมาจากเอกสารศาลชุดนี้ก็คือ วงการ AI รู้มาตลอดว่าตัวเองยืนอยู่บนงานของคนอื่น และเลือกจะทำต่อเพราะยังไม่มีใครหยุดได้ นั่นไม่ใช่ความไม่รู้ มันคือการตัดสินใจ
ที่มา: Tom's Hardware / Hacker News — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 3
กำลังโหลดความคิดเห็น...