เจาะประเด็น
AI / Privacy
Apple เปิดเอกสารชี้แจง ฟีเจอร์ AI ฟังรอบตัว จะไม่แตะความเป็นส่วนตัวคุณได้ยังไง
Siri เวอร์ชันใหม่ฟังมากขึ้นกว่าเดิม แต่ Apple บอกว่าทุกอย่างยังอยู่ในเครื่องคุณ
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 4 นาที
คำถามใหญ่คือ ถ้า AI ฟังทุกอย่างรอบตัวเรา มันจะแอบส่งข้อมูลไปเซิร์ฟเวอร์ตอนไหน — และ Apple ตอบคำนี้ไว้ยังไง
ในงานเปิดตัว iPhone รอบล่าสุดเมื่อวันพุธที่ผ่านมา Apple ไม่ได้เปิดแค่ฮาร์ดแวร์ใหม่ แต่ยังประกาศฟีเจอร์ AI Audio Intelligence ชุดใหม่ของ Siri มาพร้อมกันแบบจัดเต็ม ทั้ง Siri Recap, Live Rewind, Sound Recognition และ Music Recognition ฟังชื่อก็พอเดาออกว่ามันคือความสามารถที่ทำให้ Siri "ฟัง" สิ่งรอบตัวเรามากขึ้นกว่าเดิมเยอะ
ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า พอได้ยินคำว่า AI ฟังรอบตัว ทีนี้คนก็เริ่มขนลุกกันทันที นี่มันคือการที่ไมค์เราถูกเปิดทิ้งไว้ตลอดเวลาแล้วส่งข้อมูลกลับไปที่เซิร์ฟเวอร์หรือเปล่า คำถามนี้ไม่ใช่แค่เรื่องจินตนาการ conspiracy อีกต่อไป เพราะมันเกี่ยวตรงกับความเป็นส่วนตัวของเราทุกวัน
และดูเหมือน Apple รู้ตัวดีว่าคำถามนี้จะตามมาแน่ เลยปล่อยเอกสารออกมาพร้อมกับงานเปิดตัวเลย เพื่ออธิบายว่าจะบาลานซ์ระหว่าง AI ที่ฟัง ambient listening กับความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ยังไง ประเด็นสำคัญที่เอกสารบอกคือ เสียงดิบ (raw audio) จากฟีเจอร์ใหม่นี้จะถูกประมวลผลบนอุปกรณ์เป็นหลัก ไม่ได้ถูกส่งขึ้นคลาวด์แบบพร่ำเพรื่อ
ตรงนี้ต้องพูดตรงๆ ว่าเป็นจุดขายที่ Apple ใช้มาตลอด และมันก็เป็นจุดที่คู่แข่งอย่าง Google หรือ Amazon ตามไม่ค่อยทัน เพราะสถาปัตยกรรม on-device processing ของ Apple มันฝังลึกอยู่ในชิปและระบบปฏิบัติการมานานแล้ว การที่ AI จะฟังเสียงรอบตัวได้โดยไม่ต้องส่งทุกอย่างขึ้นเซิร์ฟเวอร์ จึงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ สำหรับทุกค่าย
ฟีเจอร์ที่ประกาศมามีทั้งหมด 4 ตัวด้วยกัน ซึ่งแต่ละตัวก็เล่นกับ "การฟัง" คนละแบบ:
Siri Recap
สรุปเนื้อหาหรือบทสนทนาที่ผ่านมา ช่วยให้ผู้ใช้ย้อนดูว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างโดยไม่ต้องจำเอง
Live Rewind
ย้อนฟังเสียงที่เพิ่งผ่านไปแบบเรียลไทม์ คล้ายการ rewind เทป แต่ทำกับเสียงรอบตัวเรา
Sound Recognition
ตรวจจับเสียงเฉพาะอย่าง เช่น เสียงสัญญาณเตือนหรือเสียงที่ต้องสนใจ โดยไม่ต้องบันทึกทุกอย่าง
Music Recognition
รู้จักเพลงที่กำลังเล่นอยู่รอบตัว คล้าย Shazam แต่ผสานเข้ากับระบบ Siri โดยตรง
ทั้งหมดนี้คือความสามารถที่ต้องอาศัยไมค์ฟังตลอดเวลาในระดับหนึ่ง ซึ่งก็คือเหตุผลว่าทำไมเอกสารความเป็นส่วนตัวถึงสำคัญมาก มันไม่ใช่แค่กระดาษ PR แต่เป็นการบอกผู้ใช้ว่า "เราจะไม่แอบอัดเสียงคุณไปทำอย่างอื่น" ซึ่งเป็นสัญญาที่ Apple ต้องรักษาให้ได้ เพราะถ้าพลาดขึ้นมา ความเชื่อใจที่สะสมมาสิบกว่าปีจะพังทันที
มุมมองของผมคือ ฟีเจอร์พวกนี้มันคือดาบสองคมจริงๆ ด้านหนึ่งมันทำให้ Siri ฉลาดขึ้น ใช้งานได้ลื่นขึ้น และตามทันคู่แข่งที่วิ่งนำไปไกลในเรื่อง AI assistant แต่อีกด้านหนึ่ง มันก็ขยับเส้นแบ่งระหว่าง "ผู้ช่วย" กับ "ผู้สอดส่อง" ให้บางลงเรื่อยๆ เอกสารที่ Apple ปล่อยออกมาอาจจะดูน่าเบื่อ แต่จริงๆ แล้วมันคือหัวใจของเรื่องทั้งหมด เพราะมันคือคำสัญญาที่จะถูกทดสอบจริงเมื่อฟีเจอร์พวกนี้ถึงมือผู้ใช้
ต่อให้ Apple จะอธิบายละเอียดแค่ไหน สุดท้ายสิ่งที่ตัดสินคือโค้ดที่รันอยู่จริงบนเครื่องคุณ ไม่ใช่เอกสาร PR เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งเชื่อทั้งหมด — รอดูตอนฟีเจอร์ออกจริงแล้วมีคนแกะดูว่ามันทำตามที่โฆษณาไว้หรือเปล่า นั่นแหละคือคำตอบจริง
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 4
กำลังโหลดความคิดเห็น...