อัปเดต
GPU / Windows
Auto SR ของ Microsoft มาถึง Panther Lake แล้ว แต่ตัวเลข 15% คือจุดที่ต้องคิด
อัปสเกลฟรีใน Windows ไม่ต้องรอเกมทำเอง ฟังดูดี แต่พอเจอตัวเลขจริงจาก Arc B390 มันชวนตั้งคำถามมากกว่าที่คิด
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 4 นาที
ถ้าเกมไม่รองรับ XeSS ใครจะช่วย? นี่คือคำถามที่ Auto SR พยายามตอบ และ Panther Lake คือสนามทดสอบล่าสุด
มicrosoft ประกาศขยายรายชื่ออุปกรณ์ที่รองรับฟีเจอร์ Automatic Super Resolution (Auto SR) ออกไปครอบคลุมแพลตฟอร์มมือถือเรือธงตัวใหม่ของ Intel อย่าง Panther Lake แล้ว งานนี้พูดตรงๆ คือ Microsoft กำลังพยายามดันฟีเจอร์อัปสเกลของตัวเองให้กลายเป็นดีฟอลต์ของ Windows ให้ได้ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นของเล่นเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป
ย้อนความกันหน่อย Auto SR เปิดตัวครั้งแรกในปี 2024 ด้วยแนวคิดที่ว่า "ไม่ต้องพึ่งฮาร์ดแวร์เจ้าไหนเป็นพิเศษ" คือทำเป็นฟีเจอร์ระดับระบบปฏิบัติการที่ฝังอยู่ใน Windows เลย ใครมี NPU ก็ใช้ได้ ไม่ต้องรอให้นักพัฒนาเกมมานั่งเพิ่มโค้ดอัปสเกลเข้าไปในเกมทีละเกม ซึ่งจริงๆ นี่คือจุดขายที่ฉลาดมาก เพราะปัญหาของเทคโนโลยียุคนี้คือมันมีหลายค่าย หลายมาตรฐานเต็มไปหมด
หลักการของ Auto SR คือมันจะเข้ามาทำงานแทนเมื่อเกมนั้น "ไม่มี" เทคโนโลยีอัปสเกลของเจ้าของฮาร์ดแวร์เอง ในกรณีนี้คือ Intel มี XeSS Super Resolution เป็นของตัวเองอยู่แล้ว Microsoft ก็บอกตรงๆ ว่า ถ้าเกมไหนรองรับ XeSS-SR ก็ควรใช้ตัวนั้นไปเลย เพราะมันถูกออกแบบมาให้ทำงานคู่กับฮาร์ดแวร์ได้แม่นยำกว่า แต่ถ้าเกมไหนไม่รองรับ Auto SR ก็จะสแตนด์บายรับช่วงต่อทันที โดยไม่ต้องรอแพตช์จากนักพัฒนาเกม
ทีนี้มาดูส่วนที่คนสนใจกันจริงๆ นั่นคือ "แล้วมันแรงขึ้นแค่ไหน" Microsoft เปิดผลทดสอบเบื้องต้นออกมา โดยใช้ Assassin's Creed Valhalla Benchmark บน GPU Intel Arc B390 ที่อยู่ในชิป Panther Lake ผลคือ ที่ความละเอียดเนทีฟ 1600p ตั้งค่ากราฟิกในเกมระดับ High ได้เฟรมเรตเฉลี่ยประมาณ 45 FPS
แต่พอเปิด Auto SR ให้อัปสเกลจาก 1050p ขึ้นมาเป็น 1600p แล้วดันกราฟิกในเกมขึ้นไปเป็น Ultra กลับได้เฟรมเรตเพิ่มเป็น 52 FPS
ตรงนี้แหละที่ผมว่าต้องหยุดคิดสักนิด ตัวเลขที่ Microsoft ไฮไลต์คือ "เพิ่มขึ้น 15%" แต่ถ้าอ่านดีๆ มันไม่ใช่การเปรียบเทียบแบบแอปเปิลต่อแอปเปิล เพราะฝั่งที่ยังไม่เปิด Auto SR รันที่ 1600p เนทีฟ ตั้งค่า High ส่วนฝั่งที่เปิด Auto SR รันที่ 1050p แล้วอัปสเกล พร้อมตั้งค่า Ultra
คือพูดง่ายๆ มันเป็นการเทียบ "ภาพเนทีฟความละเอียดสูงกว่า + เซ็ตติ้งต่ำกว่า" กับ "ภาพอัปสเกล + เซ็ตติ้งสูงกว่า" ซึ่งมันมีตัวแปรหลายชั้นเกินไปที่จะฟันธงว่า 15% นี้มาจาก Auto SR ล้วนๆ หรือมาจากการที่เราลดเรนเดอร์ลงเหลือ 1050p แล้วเอาโมเดลมาถมทีหลัง จุดนี้ Microsoft เองก็บอกว่าเป็นการทดสอบเบื้องต้น (preliminary) ซึ่งก็ตรงไปตรงมาดี แต่เราก็ไม่ควรเอาตัวเลขนี้ไปอวยกันเกินจริง
เป้าหมายปัจจุบันของ Auto SR คือทำให้อุปกรณ์ที่ทำ 60 FPS ไม่ไหว ได้เล่นเกมแบบพอเล่นได้ ส่วนอนาคต Microsoft ตั้งเป้าไว้ที่ 90-120 FPS ซึ่งอันนี้ก็ต้องรอดูว่าโมเดลจะพัฒนาไปถึงตรงนั้นได้จริงแค่ไหน หรือจะกลายเป็นแค่ตัวเลขบนสไลด์นำเสนอ
รองรับ Panther Lake แล้ว
Intel Core Ultra Series 3 (Panther Lake) ถูกเพิ่มเข้าในรายชื่ออุปกรณ์ที่รองรับ Auto SR ของ Microsoft
ตัวเลขทดสอบเบื้องต้น
Assassin's Creed Valhalla บน Arc B390: 1600p เนทีฟ High ได้ ~45 FPS เทียบกับอัปสเกล 1050p→1600p Ultra ได้ 52 FPS
เป้าหมายอนาคต
ตอนนี้เน้นให้ถึง 60 FPS บนอุปกรณ์ที่ทำไม่ไหว ส่วนอนาคตตั้งเป้าไว้ที่ 90-120 FPS
มองในภาพใหญ่ ผมว่าการที่ Microsoft ดัน Auto SR เป็นฟีเจอร์ระดับ Windows มันเป็นทิศทางที่ถูกต้อง เพราะโลกของอัปสเกลตอนนี้แตกเป็นเสี่ยงๆ ทั้ง DLSS, FSR, XeSS ต่างคนต่างมีข้อจำกัดเรื่องฮาร์ดแวร์ที่รองรับ การมี "ตัวกลาง" ที่ทำงานได้กับทุก NPU มันแก้ปัญหาให้ผู้ใช้จำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ในระบบนิเวศของค่ายใดค่ายหนึ่ง
แต่คำถามคือคุณภาพของภาพที่ได้จะสู้เทคโนโลยีเฉพาะทางของแต่ละค่ายได้จริงหรือเปล่า อันนี้ยังไม่มีข้อมูลพอจะตอบ และที่สำคัญคือเกมที่รองรับ Auto SR ผ่านระบบ Windows นี้จะกว้างแค่ไหน เพราะต่อให้ทฤษฎีบอกว่าใช้ได้กับเกมที่มีอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติก็ต้องดูว่าเกมไหน "ปล่อยให้" ระบบภายนอกเข้ามาแทรกแซงการเรนเดอร์ได้บ้าง
Auto SR บน Panther Lake เป็นก้าวที่ถูกทาง แต่ตัวเลข 15% ที่ Microsoft หยิบมาโชว์ยังไม่ใช่หลักฐานที่หนักแน่นพอจะบอกว่ามัน "ดี" จริง ต้องรอทดสอบแบบแอปเปิลต่อแอปเปิลจากคนนอกก่อนถึงจะฟันธงได้
ที่มา: TechPowerUp — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 4
กำลังโหลดความคิดเห็น...