อัปเดต
Semiconductors
เม็ดเงินทุ่มสร้างโรงงานชิปทั่วโลกพุ่งกระฉูดทะลุแสนล้านเหรียญ
ตัวเลขการลงทุนอุปกรณ์ผลิตชิปเวเฟอร์สามร้อยมิลลิเมตรทะยานต่อเนื่องรับกระแสความต้องการที่ไม่มีวันหมด
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 3 นาที
เมื่อความต้องการชิปไม่ได้อยู่แค่ในหน้าจอ แต่กำลังผลักดันให้โลกต้องสร้างโรงงานผลิตมโหฬารเพื่อรองรับอนาคต
รายงานล่าสุดจาก SEMI ออกมาตอกย้ำให้เห็นชัดๆ ว่าอุตสาหกรรมชิปโลกตอนนี้ไม่มีคำว่าแผ่ว โดยตัวเลขการลงทุนซื้ออุปกรณ์สำหรับโรงงานผลิตเวเฟอร์ขนาดสามร้อยมิลลิเมตรพุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดโตง่ายๆ
ตามข้อมูลจากรายงาน 300 mm Fab Outlook เม็ดเงินลงทุนเฉพาะอุปกรณ์ฟรอนต์เอนด์ในปีสองพันยี่สิบหกจะพุ่งไปแตะหลักหนึ่งแสนสี่หมื่นเก้าพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งโตขึ้นจากปีก่อนหน้าถึงสามสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์เต็มๆ
ความน่าสนใจคืออันนี้ไม่ใช่แค่กระแสชั่วครั้งชั่วคราว เพราะการลงทุนจะยังคงเติบโตระดับเลขสองหลักต่อเนื่องไปจนถึงปีสองพันยี่สิบเก้า ซึ่งตอนนั้นตัวเลขรวมน่าจะทะยานไปจบที่สองแสนสองหมื่นเจ็ดพันล้านดอลลาร์
การเติบโตไม่ได้มาจากแค่การซื้อเครื่องจักรใหม่มารіพليسของเก่า แต่มาพร้อมกับการเดินหน้าก่อสร้างโรงงานและสายการผลิตใหม่ๆ ที่ทยอยผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดเพื่อเตรียมเปิดใช้งานจริง
ถ้าไม่นับรวมโรงงานที่เน้นเรื่องวิจัยและพัฒนาล้วนๆ ทาง SEMI ประเมินไว้ว่าจะมีโรงงานหรือสายการผลิตใหม่ขนาดสามร้อยมิลลิเมตรเริ่มลงมือก่อสร้างทั่วโลกถึงยี่สิบแห่งในปีสองพันยี่สิบหก และตามมาอีกสิบแปดแห่งในปีถัดไป
ส่วนทางฝั่งสหรัฐอเมริกาเองก็คึกคักไม่แพ้กัน โดยมีแผนจะเริ่มก่อสร้างโรงงานใหม่สามแห่งในปีสองพันยี่สิบหก และอีกสี่แห่งในปีสองพันยี่สิบเจ็ด สะท้อนให้เห็นว่าชาติต่างๆ พยายามดึงฐานการผลิตกลับมาอยู่ในมือตัวเอง
Ajit Manocha หัวเรือใหญ่ของ SEMI ออกมาขยายภาพให้เห็นชัดเจนขึ้นว่า ความต้องการชิปในตอนนี้กำลังเปลี่ยนรูปกลายเป็นการขยายกำลังการผลิตทางกายภาพจริงๆ ทั่วโลก
เขายังบอกอีกว่าภาพรวมที่เราเห็นไม่ได้มีดีแค่เรื่องตัวเลขเงินลงทุนที่หนาแน่นขึ้น แต่หมายถึงสายพานการผลิตที่จะทยอยเปิดใช้งานจริง ซึ่งทั้งหมดนี้คือรากฐานสำคัญที่จะมารองรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การประมวลผลประสิทธิภาพสูง และสารพัดแอปพลิเคชันยุคหน้า
ตัวเลขแสนล้านนี้บอกเราชัดเจนว่า ยยุคทองของ AI และเทคโนโลยีล้ำสมัยไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยแค่โค้ดหรืออัลกอริทึม แต่มันต้องแลกมาด้วยการลงทุนมหาศาลในโลกแห่งความจริง
ที่มา: TechPowerUp — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 2
กำลังโหลดความคิดเห็น...