Hacker News (Coding/Agent) 58 วันที่แล้ว general AI Generated

Erik Brynjolfsson says an AI "job apocalypse" is unlikely

เกี่ยวกับ OpenAI
Hacker News (Coding/Agent) 24 Aug 2026
37
0
100
26 15m



เจาะประเด็น
AI / Economy


“ข่าวร้าย” เรื่อง AI แย่งงานคือเรื่องขายฝัน นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังชี้ทางรอดคือ “รีสกิล” ไม่ใช่ “ตื่นตระหนก”



เอริก บรินยอลส์สัน หนึ่งในนักคิดด้านเศรษฐกิจดิจิทัลที่ดังที่สุดในโลก ออกมาปัดข่าวลือเรื่อง AI จะกวาดล้างงานมนุษย์ — แต่ไม่ใช่เพราะเขาใจดี มันเป็นเรื่องของคณิตศาสตร์และประวัติศาสตร์




ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 4 นาที



ถ้า AI ฉลาดเท่ามนุษย์จริง ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงยังไม่ตกงาน? คำตอบอาจไม่อยู่ที่ “ความฉลาด” แต่อยู่ที่ “การลงทุนในคน” ต่างหาก




เริ่มกันที่ตรงนี้ก่อน — ช่วงนี้ข่าวเรื่อง AI แย่งงานมันดุเดือดมาก จนหลายคนนอนไม่หลับคิดว่าอีกไม่กี่ปีตัวเองจะโดนไล่ออก แล้วต้องไปนั่งขายลูกชิ้นปิ้งหน้าร้านสะดวกซื้อ แต่เอริก บรินยอลส์สัน (Erik Brynjolfsson) นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งศึกษาผลกระทบของเทคโนโลยีต่อแรงงานมานานกว่า 20 ปี เพิ่งออกมาให้สัมภาษณ์กับ Washington Post แล้วพูดตรงกันข้ามกับกระแสหลักโดยสิ้นเชิง — เขาบอกว่า “วันโลกาวินาศ” ทางการจ้างงานจาก AI นั้น “ไม่น่าจะเกิดขึ้น”



ฟังดูแล้วอาจขัดกับสิ่งที่คุณเห็นในฟีดข่าวทุกเช้า ที่มีแต่บทความทำนายว่า AI จะมาแทน programmers, นักวาดภาพ, นักเขียน, ฟรีแลนซ์สารพัด จนดูเหมือนว่าไม่มีอาชีพไหนปลอดภัยอีกต่อไป แต่บรินยอลส์สันบอกว่า มองแบบผิวเผินมันอาจเป็นแบบนั้น แต่ถ้าดูข้อมูลจริงและประวัติศาสตร์ย้อนหลัง มันไม่ได้เป็นแบบนั้น



ที่มา / บริบท


ประเด็นสำคัญที่เขาพูดคือ “AI จะเปลี่ยนงาน ไม่ใช่ทำลายงาน” ฟังดูเป็นวลีสวยหรูที่ใครก็พูดได้ แต่บรินยอลส์สันไม่ได้พูดลอยๆ เขายกตัวอย่างจากงานวิจัยของตัวเองที่ชื่อว่า “The Turing Trap” ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่การที่เครื่องจักรฉลาดเกินไป แต่คือการที่มนุษย์เรา “วางกรอบ” ตัวเองให้ AI ทำแทนทุกอย่าง จนลืมไปว่า AI ควรเป็นเครื่องมือที่ทำให้มนุษย์ทำงานได้ดีขึ้น มากกว่าจะเป็นตัวแทนมนุษย์



เขายอมรับว่า AI บางประเภท เช่น generative AI ที่เขียนโค้ดหรือวาดรูปได้ มันส่งผลกระทบกับงานบางสายจริง แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นมันเป็นแบบ “งานเปลี่ยน” (job transformation) มากกว่า “งานหาย” (job elimination) — ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้ programmer เขียนโค้ดได้เร็วขึ้นเพราะมี AI ช่วย แต่พวกเขายังต้องมีคนคอยตรวจสอบ ดูแลสถาปัตยกรรมระบบ และตัดสินใจเชิงธุรกิจ ซึ่งงานเหล่านี้ไม่ได้หายไปไหน แค่เปลี่ยนรูปแบบ



“
The real threat is not that machines are getting smarter, but that we are getting dumber about how we use them.


สิ่งที่บรินยอลส์สันชี้ให้เห็นคือ “ดาบสองคม” ของเทคโนโลยี — ในอดีตก็เคยมีเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว เช่น ตอนเครื่องจักรปฏิวัติวงการเกษตรกรรมในศตวรรษที่ 19 คนงานในไร่นับล้านคนต้องเปลี่ยนอาชีพ แต่มันก็สร้างงานใหม่ในโรงงานและภาคบริการตามมาไม่รู้จบ จริงอยู่ที่ช่วงเปลี่ยนผ่านมันโหดร้ายและคนรุ่นนั้นอาจไม่ได้ปรับตัวทัน แต่ภาพรวมระยะยาว มาตรฐานชีวิตของมนุษย์ดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน



ผลกระทบ / วิเคราะห์


แต่อย่าพึ่งเคลิ้มไปตามคำพูดนักเศรษฐศาสตร์มากนัก เพราะในบทสัมภาษณ์เดียวกันนี้ เขาก็ยอมรับเหมือนกันว่า “ความเร็ว” ของการเปลี่ยนแปลงรอบนี้ไม่เหมือนเดิม สมัยก่อนเทคโนโลยีใหม่กว่าจะแพร่หลายก็เป็นสิบปี แต่ตอนนี้ ChatGPT ถึง 100 ล้านผู้ใช้ในเวลาแค่ 2 เดือน — ความเร็วขนาดนี้ทำให้คนปรับตัวไม่ทันจริงๆ และมันคือ “ความเสี่ยง” ที่เราต้องจัดการ ไม่ใช่ปล่อยให้มันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ



มุมมองของบรินยอลส์สันจึงไม่ได้สุดโต่งแบบ “AI ดี๊ดี” หรือ “AI หายนะ” แต่เขาอยู่ตรงกลางที่ดูมีเหตุผล — คือ AI ไม่ได้ฆ่างาน แต่กำลังฆ่า “ความสามารถในการต่อรองค่าแรง” ของคนกลุ่มที่ทำงานซ้ำๆ ซากๆ ต่างหาก ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามี AI เขียนโค้ดเบื้องต้นได้ บริษัทก็ไม่จำเป็นต้องจ้าง junior programmer จำนวนมากเพื่อมานั่งแก้บั๊กง่ายๆ อีกต่อไป พวกเขาจะจ้างแค่ senior ที่เก่งๆ ไม่กี่คน ซึ่งตรงนี้แหละคือ “ช่องว่าง” ที่น่ากลัวที่สุด — มันจะยิ่งเหวี่ยงคนเก่งกับคนไม่เก่งให้ห่างกันมากขึ้น




สิ่งที่เขาบอกให้ทำ

ลงทุนกับการ “รีสกิล” (reskill) อย่างจริงจัง — ไม่ใช่แค่คอร์สเรียนออนไลน์ 3 ชั่วโมง แต่เป็นระบบการศึกษาที่ออกแบบใหม่ทั้งระบบ



สิ่งที่เขาเตือน

ถ้าปล่อยให้ AI เข้ามาแทนที่โดยไม่มีการจัดการแรงงานรองรับ จะเกิด “การว่างงานเชิงโครงสร้าง” ที่ไม่ใช่แค่เรื่องชั่วคราว แต่เป็นกับดักระยะยาว



สิ่งที่เขาคิดว่าไม่ควรทำ

ห้าม AI โดยสิ้นเชิง หรือชะลอการพัฒนาแบบสุดโต่ง เพราะนั่นเท่ากับปิดโอกาสในการเพิ่มผลิตภาพของทั้งประเทศ


จริงๆ แล้วสิ่งที่บรินยอลส์สันพูดมามันไม่ได้ใหม่สำหรับคนที่ติดตามงานวิชาการด้านนี้ แต่ที่น่าสนใจคือ “จังหวะเวลา” — เขาออกมาพูดตอนที่ข่าว AI แย่งงานกำลังเป็นกระแสหลักจนผู้คนเริ่มวิตกกังวลไปแล้ว และมันเหมือนเป็นการ “ดึงสติ” สังคมกลับมาที่ข้อมูล ไม่ใช่แค่ความรู้สึก



สำหรับมุมมองส่วนตัวของผม — ผมคิดว่าเขาพูดถูกครึ่งเดียว ในแง่ที่ว่า “วันโลกาวินาศ” ทางการจ้างงานคงไม่เกิดขึ้นแน่ๆ เพราะระบบทุนนิยมมันจะปรับตัวเองเสมอ แต่ที่เขาอาจมองข้ามไปคือ “ความเหลื่อมล้ำ” ที่จะเกิดขึ้นระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อสังคมเป็นวงกว้าง เพราะคนที่เดือดร้อนจริงๆ ไม่ใช่คนที่อ่านบทความนี้แล้วเข้าใจบริบท แต่คือคนที่ทำงานในโรงงาน สายการผลิต หรือธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีเวลาแม้แต่จะคิดเรื่อง “รีสกิล”



💡

สรุปคือ — AI จะไม่ฆ่างานของคุณ แต่ถ้าคุณไม่ขยับ มันจะฆ่า “ความเกี่ยวข้อง” ของคุณกับตลาดแรงงานต่างหาก ฟังดูโหดร้าย แต่นี่คือความจริงที่บรินยอลส์สันไม่ได้พูดตรงๆ แต่แฝงไว้ในทุกประโยค



ที่มา: Washington Post via Hacker News — อ่านต้นฉบับ


#AIEconomy #FutureOfWork #Reskilling

🔗 อ่านต่อ · สินค้าและคำถามที่เกี่ยวข้อง

สินค้ามาแรงตอนนี้

คนขายของถามบ่อย

ความคิดเห็น 6

กำลังโหลดความคิดเห็น...