เจาะลึก
Gaming
Bungie เคยมี "อนาคตของ Destiny" อยู่ในมือ แต่เลือกที่จะทิ้งมันไป
เกมที่ถูกยกเลิกในโค้ดเนม Payback อาจเป็นคำตอบที่แฟน ๆ รอมาตลอด แต่ Bungie กลับตัดสินใจปิดโปรเจกต์ก่อนที่ใครจะได้เห็น
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 4 นาที
บางทีปัญหาของสตูดิโอเกมยุคนี้ไม่ใช่ "ไม่มีไอเดียดี" แต่คือ "ไม่กล้าจ่ายเงินทำมัน"
ช่วงนี้ชื่อของ Bungie โผล่ในข่าวบ่อยจนแทบจะกลายเป็นคอนเทนต์ประจำสัปดาห์ไปแล้ว เริ่มจากเรื่องที่พวกเขาดึงทีมพัฒนาไปจาก Destiny 2 ต่อด้วยผลกระทบจากการเลย์ออฟครั้งใหญ่ของ PlayStation ที่กระเทือนโครงสร้างและขีดความสามารถของสตูดิโอแบบตรง ๆ ล่าสุดดูเหมือน Bungie จะพยายามกลับไปง้อ Destiny 2 ที่แฟน ๆ รัก เพื่อกู้ความเชื่อมั่นของผู้เล่นกลับคืนมาหลังจาก Marathon เปิดตัวแล้วเสียงตอบรับกลาง ๆ ไม่ร้อนไม่หนาวเท่าไหร่
แต่เรื่องที่กำลังเป็นประเด็นจริง ๆ ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขากำลังทำ แต่มันคือเรื่องที่พวกเขา "เคยทำแล้วทิ้ง" ต่างหาก
Jason Schreier นักข่าวเกมชื่อดังออกมาเล่าบน YouTube ว่าเมื่อปี 2024 ที่ผ่านมา Bungie มีเกมหนึ่งอยู่ในระหว่างการพัฒนา ซึ่งถ้าได้ออกมาจริง มันอาจกลายเป็น "อนาคตของ Destiny" ไปแล้วก็ได้ เกมนี้ถูกรู้จักกันภายในว่า "โค้ดเนม Payback"
จุดน่าสนใจคือ Schreier บอกว่าเรื่องของ Destiny 3 ถูกหยิบขึ้นมาพูดในที่ประชุมทีมอยู่บ่อยครั้ง แต่ทุกครั้งก็มักจะจบลงด้วยข้อโต้แย้งเรื่องต้นทุนการพัฒนาที่สูงลิ่ว จนสุดท้าย Bungie เลือกเดินเส้นทางอื่นแทน นั่นคือการผลักดันโปรเจกต์ Payback ขึ้นมาเป็นทางเลือก
โปรเจกต์นี้ไม่ใช่ของมือใหม่นะ เพราะมันถูกดูแลโดย Luke Smith และ Mark Noseworthy สอง veteran ตัวจริงของแฟรนไชส์ Destiny ที่ผ่านสมรภูมิมากับเกมนี้ตั้งแต่ยุคแรก ๆ การมีคนระดับนี้คุมโปรเจกต์เอง บอกได้เลยว่าภายใน Bungie มองมันเป็นอะไรที่จริงจังมาก ไม่ใช่โปรเจกต์ทดลองเล่น ๆ
แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะสุดท้าย Payback ก็ถูกยกเลิกไปในปี 2024 นั่นเอง
สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดคือ ก่อนที่มันจะถูกยุติลง Payback ถูกมองจากคนในว่าเป็น "อนาคตของ Destiny" เต็ม ๆ แม้ว่ามันจะเดินคนละทางกับสูตรดั้งเดิมของ Destiny ก็ตาม — ซึ่งตรงนี้แหละที่น่าสนใจ เพราะมันหมายความว่า Bungie เองก็รู้ว่าถ้าจะให้แฟรนไชส์ไปต่อ พวกเขาจำเป็นต้องกล้าฉีกออกจากสูตรเดิม ไม่ใช่ย่ำอยู่กับที่
ถ้าถามผมว่าข่าวนี้สะท้อนอะไร มันสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของวงการ AAA เกมในยุคนี้แบบชัดมาก คือต่อให้คุณมีไอเดียดี มีคนเก่งคุมโปรเจกต์ และทีมงานภายในเชื่อในตัวมันขนาดนั้น แต่ถ้าตัวเลขต้นทุนมันไม่สวย ทุกอย่างก็จบเหมือนกันหมด นี่ไม่ใช่เรื่องของ Bungie คนเดียวด้วย มันเป็นเรื่องของทั้งอุตสาหกรรมที่ต้นทุนพัฒนาเกม AAA พุ่งสูงจนบริษัทต้องเลือก "เซฟตัว" มากกว่า "กล้าเสี่ยง"
เรื่องนี้ไม่ได้เศร้าตรงที่เกมถูกยกเลิก แต่มันเศร้าตรงที่ Bungie รู้อยู่แก่ใจว่า Payback คือทางไปต่อของ Destiny แท้ ๆ แต่กลับเลือกที่จะไม่ไป เพราะกลัวต้นทุน — คำถามคือถ้าสตูดิโอระดับนี้ยังไม่กล้า แล้วใครจะกล้า?
ที่มา: TechPowerUp — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 5
กำลังโหลดความคิดเห็น...