The Verge 57 วันที่แล้ว general AI Generated

Polestar claims it was blindsided by sales ban

The Verge 25 Aug 2026
70
0
100
รูปภาพประกอบ
รูปภาพประกอบกระทู้
4 10m



เจาะประเด็น
EV / Policy


Polestar อ้างโดนรัฐบาลทรัมป์ "เข็นครกขึ้นภูเขา" สุดท้ายโดนสั่งแบนขายรถในสหรัฐฯ แบบงงๆ



แบรนด์รถไฟฟ้าสัญชาติสวีเดน-จีน เผยจดหมายถึงดีลเลอร์ว่า ใช้เวลาหลายเดือนเพื่อขออนุญาตขายรถต่อ แต่กลับถูกปฏิเสธแบบไม่มีคำอธิบายชัดเจน




ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 4 นาที



เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องรถคันเดียว แต่คือภาพชัดว่าธุรกิจที่ไปพัวพันกับเทคโนโลยีจีนในยุคนี้ มันอยู่บนพื้นที่ที่เต็มไปด้วยทุ่นระเบิดทางการเมือง




เรื่องนี้มันน่าสนใจตรงที่ Polestar ไม่ใช่แบรนด์จีนที่ใครๆ ก็รู้จัก แต่เป็นแบรนด์รถไฟฟ้าสัญชาติสวีเดนที่มีมหาเศรษฐีจีนอย่างหลี่ชูฟู เป็นเจ้าของใหญ่ และรถก็ผลิตในจีนเป็นหลัก พวกเขาขายรถในสหรัฐฯ มาได้พักใหญ่แล้ว แต่พอรัฐบาลทรัมป์ออกกฎแบนซอฟต์แวร์เชื่อมต่อจากจีน มันก็กลายเป็นระเบิดเวลาที่ทุกคนเห็น แต่ไม่มีใครรู้ว่ามันจะระเบิดเมื่อไหร่



จดหมายที่ The Verge ได้มานี้คือหลักฐานชิ้นสำคัญว่า Polestar เองก็ไม่รู้ชะตากรรมของตัวเองเหมือนกัน พวกเขาอ้างว่า "ถูกป้อนข้อมูลไปเรื่อยๆ" หลายเดือน โดยรัฐบาลไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนว่าจะให้ขายต่อหรือไม่ สุดท้ายคำตอบที่ออกมาก็คือ "ไม่" แบบไม่มีเหตุผลรองรับที่พวกเขาจะเข้าใจได้



ที่มา / ปมปัญหา


ต้องย้อนไปทำความเข้าใจก่อนว่า กฎหมายที่ว่านี้มันโหดแค่ไหน มันคือการแบนรถทุกคันที่มี "connected software" จากจีน หมายความว่ารถที่สามารถอัปเดตซอฟต์แวร์จากระยะไกล หรือมีระบบเชื่อมต่อใดๆ ที่มาจากแดนมังกร จะขายในอเมริกาไม่ได้อีกต่อไป ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่ Polestar คันเดียว แต่รวมถึงค่ายรถจีนอื่นๆ ด้วย แต่ประเด็นคือ Polestar มันไม่ได้อยู่ในหมวดเดียวกับ BYD หรือ MG ที่คนอเมริกันมองว่าเป็นคู่แข่งโดยตรง



ที่น่าฉงนคือ ทำไมต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะบอกว่า "ไม่ได้" ทั้งๆ ที่กฎมันออกมาชัดเจนขนาดนั้น คำตอบง่ายๆ คือการเมืองภายใน การเลือกตั้งกำลังจะมาถึง รัฐบาลคงไม่อยากออกข่าวแรงๆ ที่จะกระทบกับฐานเสียงในรัฐที่โรงงานผลิตรถตั้งอยู่ หรืออาจจะแค่รอเวลาให้มันเงียบๆ แล้วค่อยจัดการทีหลังก็เป็นได้



“
Polestar doesn't have a clear answer" — ประโยคนี้สั้นแต่เจ็บปวด มันคือภาพของบริษัทที่ต้องยอมจำนนต่อแรงกดดันทางการเมืองที่ตัวเองควบคุมไม่ได้


ผลกระทบมันไม่ได้จบแค่ที่ Polestar นะครับ มันกระทบถึงดีลเลอร์ที่ลงทุนสร้างโชว์รูมไปแล้ว กระทบถึงลูกค้าที่อาจจะจองรถไปแล้ว และที่สำคัญคือ กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มองอเมริกาเป็นตลาดหลัก มันคือสัญญาณว่า "ถ้าคุณมาพัวพันกับจีนแม้แต่นิดเดียว คุณก็อยู่บนเส้นด้าย"



มุมมอง / วิเคราะห์


ผมมองว่าเรื่องนี้มันเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับทุกแบรนด์ที่คิดจะพึ่งพาซัพพลายเชนจากจีน ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ แบตเตอรี่ หรือชิป การที่คุณจะบอกว่า "เราเป็นแบรนด์ยุโรป" มันไม่มีความหมายอะไรเลย ถ้าโครงสร้างธุรกิจของคุณยังผูกกับจีนอยู่ดี นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ในยุคนี้มันไม่ได้ดูที่ป้ายชื่อแบรนด์ แต่มองที่สายเลือดของซัพพลายเชนล้วนๆ



คำถามต่อไปคือ Polestar จะรอดไหม? พวกเขาอาจจะต้องรีบหาทางผลิตในประเทศอื่น หรือเปลี่ยนซัพพลายเออร์ซอฟต์แวร์ทั้งหมด ซึ่งมันคือภารกิจที่แทบเป็นไปไม่ได้ในระยะเวลาอันสั้น นี่คือเกมที่ไม่มีผู้ชนะ มีแต่ผู้ที่ได้รับความเสียหายน้อยกว่าเท่านั้น



💡

เรื่องนี้คือบทพิสูจน์ว่า "ความเป็นกลาง" ไม่มีอยู่จริงในสมรภูมิเทคโนโลยีการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน Polestar อาจจะไม่ใช่เหยื่อรายสุดท้าย และมันจะไม่ใช่รายสุดท้ายที่อ้างว่า "ไม่รู้เรื่อง" ทั้งที่จริงๆ แล้วรู้ดีว่าวันนั้นต้องมาถึง



ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ


#Polestar #EVBan #USChinaTech

🔗 อ่านต่อ · สินค้าและคำถามที่เกี่ยวข้อง

สินค้ามาแรงตอนนี้

คนขายของถามบ่อย

ความคิดเห็น 5

กำลังโหลดความคิดเห็น...