เจาะประเด็น
Trackers / Accessories
เบลกิ้นเลิกทำแค่เคส เปิดตัวแทร็กเกอร์ของตัวเอง รองรับทั้ง Find My และ Find Hub แบบไม่แบ่งค่าย
ตอบโจทย์คนที่ไม่อยากถูกผูกขาดในระบบนิเวศเดียว แต่อย่าหวังว่าจะได้ของถูกเหมือน AirTag
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 3 นาที
แบรนด์ที่เคยเป็นแค่ "นายหน้าขายอุปกรณ์เสริม" ตัดสินใจลงสนามแข่งขันเอง เมื่อไหร่ที่ซัพพลายเออร์เริ่มทำสินค้าแข่งกับลูกค้า วงการมันถึงจะสนุก
เรื่องนี้มันคลาสสิกมาก เพื่อนๆ จำภาพ Belkin ได้ใช่ไหม? แบรนด์ที่ทำเคส AirTag ขายเกลื่อนตลาด ทั้งแบบห้อยกระเป๋า แบบติดแมว แบบเสียบกุญแจ ทำมาหมด ออกแบบมาให้คนที่ใช้ AirTag ซื้อไปเสริมกันจุใจ แต่ตอนนี้เบลกิ้นหันปืนเข้าหัวตัวเอง ประกาศเปิดตัวแทร็กเกอร์ของแบรนด์ตัวเองเป็นครั้งแรก ซึ่งมันไม่ได้จบแค่ทำงานกับ Find My ของ Apple นะ แต่ใช้กับ Find Hub ของ Google ได้อีกต่างหาก เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวจริงๆ
ฟังดูปังใช่ไหม? แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งตื่นเต้นไป เพราะสิ่งที่ทำให้แทร็กเกอร์ของเบลกิ้นน่าสนใจไม่ใช่แค่เรื่องความเข้ากันได้กับสองระบบใหญ่ แต่คือดีไซน์ที่จั่วหัวเลยว่า "พร้อมติดตั้งกับอุปกรณ์ของคุณทันที" ไม่ต้องซื้อเคสเพิ่ม ไม่ต้องไปหาอะไรมาเสริม มันคือคำตอบของคนที่ขี้เกียจแบบสุดๆ
เรื่องนี้มันเริ่มจากจุดที่ Belkin เคยเป็นแค่บริษัทขายอุปกรณ์เสริมให้ AirTag แต่พอเห็นช่องว่างในตลาดว่าคนจำนวนไม่น้อยไม่ได้ใช้ iPhone เครื่องเดียว หรือไม่ได้อยู่ในระบบนิเวศของ Apple ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ พวกเขาก็เห็นโอกาสที่จะทำของที่ตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ได้ดีกว่า แทนที่จะทำเคสรองรับ AirTag อย่างเดียว หันมาทำแทร็กเกอร์ที่ใช้กับทั้ง Find My ของ Apple และ Find Hub ของ Google ซึ่งเป็นเครือข่ายการหา device ของกูเกิลที่เพิ่งเปิดตัวไม่นานมานี้เอง
จุดขายสำคัญที่เบลกิ้นหวังจะชนะ AirTag และ Pixel Tag คือเรื่อง "ความพร้อมใช้" เพราะแทร็กเกอร์ของเขามีรูสำหรับร้อยเชือกหรือคลิปหนีบในตัวอยู่แล้ว ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เสริมเพิ่มเติมอีกชั้น แค่แกะกล่องก็ผูกเข้ากระเป๋า หรือเสียบเข้ากระเป๋าสตางค์ได้ทันที ซึ่งเป็นสิ่งที่ AirTag ทำไม่ได้ถ้าไม่ซื้อเคสเพิ่ม และ Pixel Tag ที่เพิ่งประกาศไปก็ยังต้องรอดูกันต่อไปว่าออกแบบมาให้ใช้งานได้เลยหรือเปล่า
ตรงนี้คือหัวใจของเรื่องเลย เพื่อนๆ คงเห็นภาพใช่ไหม? AirTag มันเป็นแค่เหรียญโลหะกลมๆ ที่ต้องซื้อเคสเพิ่มอีกหลายร้อยบาทถึงจะพกพาได้สะดวก เบลกิ้นเห็นจุดนี้นี่แหละ เลยทำของที่มันจบในตัว มันคือการชิงตำแหน่ง "แทร็กเกอร์ที่ดีที่สุดสำหรับคนทั่วไป" โดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์เสริมจากใคร
แต่ที่ผมอยากชวนคิดคือเรื่องกลยุทธ์การตลาดของเบลกิ้นครั้งนี้ มันแปลกและน่าสนใจมากที่บริษัทที่ทำเงินจากการขายเคส AirTag กลับตัดสินใจทำแทร็กเกอร์แข่งกับ AirTag ซะเอง มันเหมือนกับร้านขายกระจกหน้ารถหันมาผลิตรถยนต์ขายเอง จะบอกว่ากล้าหรือบ้าไปเลยก็ได้ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง มันคือการป้องกันความเสี่ยงในระยะยาว เพราะอนาคตถ้า Apple ตัดสินใจเปลี่ยนสเปก AirTag เบลกิ้นก็ไม่ต้องมาเหนื่อยปรับไลน์ผลิตภัณฑ์ แต่ถ้าทำแทร็กเกอร์เป็นของตัวเอง ธุรกิจมันจะอยู่บนขาของตัวเองมากกว่า
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือเรื่องราคา เพราะ Belkin ไม่เคยเป็นแบรนด์ที่ขายของถูก พรีเมียมคือภาพลักษณ์ของเขา และการที่แทร็กเกอร์พวกนี้รองรับทั้งสองระบบ มันมีต้นทุนเรื่องไลเซนส์หรือค่าพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ต้องทำทั้งสองฝั่ง ซึ่งสุดท้ายแล้วต้นทุนพวกนี้ก็จะผลักภาระไปที่ผู้บริโภคอยู่ดี ถ้าออกมาแพงเกินไป คนอาจจะถามหาประโยชน์ที่ "ใช้ได้สองระบบ" ว่ามันคุ้มกับเงินที่จ่ายเพิ่มจริงไหม
สิ่งที่ต้องรอดูคือรายละเอียดของรุ่นที่ออกมาเป็นรูปธรรม เพราะตอนนี้บอกแค่ว่ามีทั้งรุ่นที่เป็นแท็กติดกระเป๋า และรุ่นที่เป็นการ์ดเสียบกระเป๋าสตางค์ ซึ่งการ์ดนี่แหละคือของที่อินเทรนด์มากเพราะ AirTag ทำไม่ได้จริงจังขนาดนั้น แต่ยังไงก็ต้องรอฟังราคาและวันวางจำหน่ายอีกที
การที่ Belkin หันมาทำแทร็กเกอร์เองมันคือการพนันครั้งใหญ่ แต่ถ้าทำราคาได้ถูกกว่า AirTag เมื่อรวมเคสแล้ว นี่จะกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุดในตลาดทันที แต่ถ้าแพงเวอร์เมื่อไหร่ ก็เตรียมดูของสวยๆ วางขายอย่างเดียวไม่ได้ขายดี เหมือนที่ผ่านมา
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 4
กำลังโหลดความคิดเห็น...