ข่าวด่วน
Tech / Logistics
เครื่องบินขนส่งของ Amazon ไถลออกจากรันเวย์ที่ไมอามี ชนยับทั้งคนทั้งรถ
ความปลอดภัยของธุรกิจเดลิเวอรีทางอากาศที่กำลังโตสุดๆ กำลังถูกตั้งคำถามครั้งใหญ่ หลังเหตุการณ์ที่เกือบกลายเป็นโศกนาฏกรรม
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 2 นาที
สัญญาณเตือนแบบนี้แหละที่คนมักมองข้าม จนกว่ามันจะกลายเป็นอุบัติเหตุจริงๆ สักครั้ง
มันไม่ใช่ภาพที่เราอยากเห็นตอนเช้าวันจันทร์แน่นอน เครื่องบินขนส่งสินค้าที่มีโลโก้ Amazon ติดอยู่ข้างลำ ไถลออกนอกทางวิ่งตอนลงจอดที่สนามบินนานาชาติไมอามีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พุ่งชนรถยนต์ที่จอดอยู่เป็นชุดๆ มีผู้บาดเจ็บหลายราย
ฟังดูเหมือนฉากในหนังแอ็กชัน แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง และมันทำให้ผมต้องหยุดคิดอะไรหลายอย่าง โดยเฉพาะกับโมเดลธุรกิจที่ทุกวันนี้บริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ทุ่มเงินแทบไม่ยั้งเพื่อเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งของตัวเอง
ตอนนี้รายละเอียดความเสียหายยังไม่ชัดเจน ความรุนแรงของอาการบาดเจ็บก็ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ ทาง FAA (หน่วยงานการบินของสหรัฐฯ) ออกแถลงการณ์สั้นๆ หลังเกิดเหตุ แต่ก็ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรที่ทำให้เราอุ่นใจได้มากนัก
สิ่งที่ผมอยากชวนคุยไม่ใช่แค่ "ใครผิดใครถูก" เพราะมันยังเร็วเกินไปที่จะตัดสิน แต่เป็นภาพใหญ่ที่เราเห็นมานานแล้ว นั่นคือ Amazon ไม่ได้เป็นแค่แพลตฟอร์มขายของออนไลน์อีกต่อไป มันคืออาณาจักรโลจิสติกส์เต็มรูปแบบ มีฝูงบินเป็นของตัวเอง มีเครือข่ายสนามบินฮับ มีพนักงานภาคพื้นดินนับหมื่น
การมีเครื่องบินเป็นของตัวเองมันเท่และคุ้มค่าในแง่ต้นทุนระยะยาว แต่มาถึงจุดนี้เราต้องถามแล้วว่า "ความปลอดภัย" ตามทันการเติบโตแบบก้าวกระโดดหรือเปล่า? เพราะการขยายฝูงบินเร็วแค่ไหน ภาระในการฝึกคน ดูแลอุปกรณ์ และตรวจสอบมาตรฐานก็ต้องเร็วตามไปด้วยเท่านั้น
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ไมอามี ซึ่งเป็นหนึ่งในสนามบินที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ถ้าเครื่องบินลำนี้ไถลออกไปอีกนิดหรือชนเข้ากับอาคารผู้โดยสาร ผลลัพธ์อาจไม่ใช่แค่ "บาดเจ็บหลายราย" แบบที่เห็นในรายงานข่าว
ผมไม่รู้ว่านี่คือความผิดพลาดของนักบิน ปัญหาเครื่องกล หรือสภาพอากาศ แต่ที่รู้แน่ๆ คืออุตสาหกรรมขนส่งทางอากาศของ Amazon และบริษัทอีคอมเมิร์ซรายอื่นๆ ที่กำลังสร้างกองทัพอากาศของตัวเอง ต้องกลับมาทบทวนเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การ์ดใบหนึ่งในคู่มือที่เปิดอ่านตอนสอบเท่านั้น
โชคดีที่เหตุการณ์นี้ไม่ได้จบด้วยความสูญเสียใหญ่หลวง แต่ถ้าเรายังเมินเฉยกับสัญญาณเตือนแบบนี้ วันหนึ่งเราอาจได้เห็นข่าวที่ไม่มีใครอยากอ่าน และตอนนั้นมันจะสายเกินไปที่จะบอกว่า "น่าเสียดาย"
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 5
กำลังโหลดความคิดเห็น...