เจาะประเด็น
AI / Policy
วุฒิสมาชิกอเมริกันนั่งเก้าอี้กำกับ AI พร้อมด่านตรวจทั้งระบบ
อดัม ชิฟฟ์ นั่งอยู่ในแทบทุกคณะกรรมการที่ดูแลเทคโนโลยี ตั้งแต่ลิขสิทธิ์ ไปจนถึงความเป็นส่วนตัว คำถามคือเขาจะเอาอำนาจนั้นทำอะไรได้จริง
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 3 นาที
ถ้าคนคนเดียวถือกุญแจหลายดอกที่สุดในวอชิงตันเรื่อง AI คำถามไม่ใช่ว่าเขาจะไขประตูไหนก่อน แต่ว่าประตูที่เหลือจะรอทันหรือเปล่า
วุฒิสมาชิกอดัม ชิฟฟ์ จากพรรคเดโมแครต รัฐแคลิฟอร์เนีย ออกมาให้สัมภาษณ์ในพอดแคสต์ของ The Verge เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งพูดคุยกันตั้งแต่เรื่องการกำกับดูแล AI เสรีภาพในการพูด ไปจนถึงเรื่องการ impeach ทรัมป์อีกครั้ง ฟังดูเหมือนหัวข้อรวมมิตร แต่จริงๆ แล้วมันคือแผนที่ว่าการเมืองอเมริกันกำลังจะจัดการกับเทคโนโลยีอย่างไรในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ประเด็นที่หลายคนอาจมองข้ามคือ ชิฟฟ์ไม่ได้เป็นแค่วุฒิสมาชิกที่พูดเรื่องเทคฯ เป็นครั้งคราว เขานั่งอยู่ในคณะกรรมการหลายชุดที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นด้านทรัพย์สินทางปัญญา การผูกขาดทางการค้า ความเป็นส่วนตัว และเทคโนโลยี นี่คือคนที่อยู่ในทุกจุดตัดสำคัญที่กฎหมายเทคฯ จะถูกเขียนขึ้นมา
การที่คนคนเดียวถือตำแหน่งในคณะกรรมการหลายชุดขนาดนี้หมายความว่า เขามีอำนาจในการกำหนดวาระและทิศทางของกฎหมายเทคฯ ได้มากกว่าที่คนทั่วไปคิด และในช่วงเวลาที่ AI กำลังร้อนแรงแบบนี้ การตัดสินใจว่าจะกำกับดูแลอย่างไร ใครได้เปรียบ ใครเสียเปรียบ มันจะถูกกำหนดโดยคนกลุ่มเล็กๆ ในวอชิงตัน ซึ่งชิฟฟ์คือหนึ่งในนั้น
การสัมภาษณ์ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การอัปเดตความเห็นส่วนตัวของวุฒิสมาชิกคนหนึ่ง แต่เป็นการส่งสัญญาณว่าฝั่งเดโมแครตกำลังคิดเรื่องกรอบกำกับ AI อย่างไร และจะผลักดันมันผ่านกลไกไหน
สิ่งที่น่าสนใจคือการหยิบเรื่องเสรีภาพในการพูดขึ้นมาคู่กับ AI ในบริบทการเมืองอเมริกันยุคนี้ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะการกำกับ AI กับเสรีภาพในการแสดงออกมันพันกันอยู่ตลอด ตั้งแต่การกลั่นกรองเนื้อหาบนแพลตฟอร์ม ไปจนถึงความรับผิดชอบของบริษัทเทคฯ ต่อสิ่งที่ AI สร้างขึ้นมา
และเมื่อมีเรื่องการ impeach ทรัมป์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ก็ยิ่งชัดว่าการเมืองกับเทคโนโลยีในอเมริกาตอนนี้แยกกันไม่ออกจริงๆ
ต่อให้ชิฟฟ์นั่งอยู่ในคณะกรรมการครบทุกชุด แต่ถ้าไม่มีเจตนาทางการเมืองจริงจังที่จะออกกฎเหล็กมาคุม AI มันก็แค่ตำแหน่งสวยๆ บนกระดาษ สิ่งที่ต้องจับตาคือเขาจะแปลงอำนาจนั้นเป็นร่างกฎหมายจริงได้เมื่อไหร่
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 4
กำลังโหลดความคิดเห็น...