เจาะประเด็น
Pet Tech
แมวของฉันกลายเป็น "เด็กไอแพด" แล้ว และฉันไม่รู้สึกผิดเลยสักนิด
เมื่อการเลี้ยงสัตว์ยุคใหม่ไม่ได้จบแค่ข้าวกับน้ำ แต่หมายถึงการจัดหาคอนเทนต์ให้เจ้าเหมียวดูด้วย
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 4 นาที
ถ้าเรายอมรับว่าเด็กยุคใหม่โตมากับหน้าจอ แล้วทำไมเราจะยอมรับแบบเดียวกันกับสัตว์เลี้ยงไม่ได้ล่ะ?
การเลี้ยงสัตว์มันไม่ได้จบที่การให้อาหารและพาไปหาหมออีกต่อไปแล้ว มันคือความรับผิดชอบเต็มรูปแบบในการทำให้พวกเขามีความสุข ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต ฉันเข้าใจเรื่องนี้ดีก่อนจะรับ Trevor มาเลี้ยง—แมวเพศผู้วัยเด็กที่บ้านฉัน—ฉันทำงานจากที่บ้าน ดังนั้นเขาไม่เคยเหงา ฉันมีของเล่นเป็นภูเขาสำหรับเขา และเล่นกับเขาทุกครั้งที่นอกเหนือเวลางาน แต่เดี๋ยวก่อน... สำหรับแมวอายุน้อยที่พลังงานล้นเหลือ ของเล่นทางกายภาพมันอาจไม่พออีกต่อไป
นี่คือจุดเริ่มต้นของบทความจาก The Verge ที่ทำให้ฉันต้องหยุดคิด—เมื่อนักเขียนเขาสารภาพว่าแมวของเขากลายเป็น "iPad kid" เต็มตัว เปิด YouTube ให้แมวดูทั้งวัน ทั้งคลิปนกบิน ปลาว่ายน้ำ หรือแม้แต่เกมจับหนูบนหน้าจอ แล้วคำถามใหญ่ก็ผุดขึ้นมาในหัวฉัน: เรากำลังเลี้ยงสัตว์ให้ติดหน้าจอเหมือนเด็กยุคใหม่กันหรือเปล่า? หรือว่านี่คือวิวัฒนาการของการเลี้ยงสัตว์ที่เราปฏิเสธไม่ได้?
เรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่ประเด็นมันเพิ่งถูกพูดถึงจริงจังในวงกว้าง นักเขียนของ The Verge เล่าให้ฟังว่าเขาเริ่มจากความอยากรู้—ลองเปิดคลิปนกให้ Trevor ดูด้วยความหวังว่าจะช่วยลดพฤติกรรมซนทำลายข้าวของตอนกลางวัน ผลปรากฏว่าได้ผลเกินคาด แมวของเขาจ้องจอไม่กระพริบตา ไม่วิ่งไล่ของเล่น ไม่ร้องเรียกความสนใจ แถมยังดูสงบลงอย่างเห็นได้ชัด มันเหมือนเปิดสวิตช์ "โหมดสมาธิ" ของแมวได้เลย
แต่แล้วมันก็เกิดคำถามตามมาอีกมากมาย—การให้สัตว์ดูจอเป็นเวลานานๆ มันผิดหรือเปล่า? มันทำร้ายสายตาพวกเขาหรือไม่? แล้วมันทำให้พวกเขาอ้วนเพราะขยับตัวน้อยลงไหม? ประเด็นนี้เป็นเหมือนมีดสองคมที่คนเลี้ยงสัตว์รุ่นใหม่อย่างเราต้องเผชิญ
ฟังดูเหมือนเรื่องเล่นๆ แต่จริงๆ แล้วมันคือการเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรม Pet Tech ทั้งวงการ จากเดิมที่เราเคยซื้อของเล่นเชือก ตุ๊กตาหนูปลอม หรือเสาลับเลน ตอนนี้บริษัทเทคฯ เริ่มมองเห็นโอกาส—แอปเกมสำหรับแมวโดยเฉพาะ คอนเทนต์สตรีมมิ่ง 24 ชั่วโมงที่ออกแบบมาเพื่อดึงดูดสายตาแมวโดยเฉพาะ กำลังเกิดขึ้นมากมาย นี่คือตลาดที่โตเร็วมาก เพราะคนเลี้ยงสัตว์ยุคใหม่พร้อมจ่ายเพื่อความสุขของสัตว์เลี้ยงเสมอ
แต่มุมที่ฉันคิดว่าสำคัญไม่แพ้กันคือ—มันเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ เรากำลังใช้เทคโนโลยีเป็นตัวแทนในการดูแลพวกเขาเหรอ? แทนที่จะเล่นด้วยกันจริงๆ เรากลับเปิดจอให้พวกเขาดูแล้วนั่งทำงานต่อ มันคือความสะดวกสบายที่แลกมาด้วยอะไรบางอย่างที่จับต้องไม่ได้ ฉันไม่ได้บอกว่ามันผิดเสมอไป—ในวันที่เรางานยุ่งมากๆ การเปิดคลิปให้แมวดูก็ยังดีกว่าปล่อยให้เขาอยู่บ้านเหงาๆ คนเดียวทั้งวัน
สิ่งที่ The Verge พยายามสื่อคือมันต้องมีสมดุล ไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยีแบบสุดโต่ง แต่ก็ไม่ใช่การปล่อยให้แมวติดจอแบบไม่มีขีดจำกัด ต้องมีเวลาเล่นของเล่นจริงๆ มีเวลาปฏิสัมพันธ์กับเจ้าของ มีเวลาวิ่งเล่นในบ้าน—หน้าจอเป็นแค่ตัวช่วย ไม่ใช่ตัวแทนของความรักทั้งหมด
สุดท้ายแล้ว การที่ฉันเปิดคลิปนกให้แมวดูบางครั้ง มันทำให้ฉันรู้สึกผิดไหม? นิดหน่อย แต่ฉันก็คิดอีกมุม—ในโลกที่เต็มไปด้วยคอนกรีตและตึกสูง แมวบ้านเราไม่ค่อยได้เห็นนกหรือธรรมชาติจริงๆ การเปิดคลิปให้เขาดูอาจเป็นหน้าต่างเล็กๆ สู่โลกภายนอกที่เขาไม่มีโอกาสได้สัมผัสก็ได้ มันคือการมอบประสบการณ์ที่เขาไม่สามารถหาได้เองในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ
อย่าหักโหม
ให้เวลาหน้าจอจำกัด ไม่ใช่เปิดทิ้งไว้ทั้งวัน แมวก็ต้องการพักสายตาเหมือนกัน
เลือกคอนเทนต์ที่เหมาะสม
คลิปธรรมชาติ นก ปลา หรือกระรอก คือตัวเลือกที่ดีที่สุด ไม่ใช่คลิปที่มีเสียงดังหรือแสงกระพริบแรงๆ
ของเล่นจริงยังสำคัญ
หน้าจอไม่สามารถแทนที่การเล่นแบบมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าของได้ อย่าลืมเวลาเล่นด้วยกันจริงๆ ทุกวัน
การเลี้ยงสัตว์ในยุคนี้มันไม่ได้มีสูตรตายตัวอีกต่อไป สิ่งที่ The Verge สื่อออกมาคือความจริงใจของคนเลี้ยงสัตว์รุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญกับทางเลือกใหม่ๆ ทุกวัน—เทคโนโลยีเป็นได้ทั้งเครื่องมือและสิ่งรบกวน อยู่ที่ว่าเราจะใช้มันอย่างมีสติแค่ไหน สำหรับฉัน? ถ้า Trevor มีความสุขกับการดูคลิปนกตอนบ่ายๆ แล้วฉันยังเล่นกับเขาจริงจังทุกเย็น ฉันว่าเราก็ balance กันได้ดีอยู่หรอก
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 4
กำลังโหลดความคิดเห็น...