ข่าวเด่น
Gaming
Diablo 5 เปิดตัวแล้ว แต่คราวนี้ซานค์ทัวรี่ล่มสลายไปก่อนที่เราจะได้ลงมือ
Blizzard พลิกสูตรครั้งใหญ่ ให้ผู้เล่นรับมือกับโลกหลังความพ่ายแพ้ แทนที่จะออกไปหยุดยั้งมันเหมือนทุกภาคที่ผ่านมา
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 4 นาที
เกมแนว action RPG แทบทุกภาคให้เราเป็นคนออกไปหยุดหายนะ แต่ Diablo 5 เลือกให้หายนะเกิดขึ้นไปแล้ว แล้วถามว่าเราจะอยู่กับซากปรักหักพังยังไง
บลิซซาร์ดประกาศ Diablo 5 อย่างเป็นทางการบนเวที BlizzCon 2026 พร้อมยืนยันกรอบเวลาวางจำหน่ายในฤดูใบไม้ผลิปี 2029 การเปิดตัวครั้งนี้มาพร้อมหนังซีนีมาติกที่จัดขึ้นในพิธีเปิดงาน เนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปีของแฟรนไชส์ Diablo ด้วย
แต่จุดที่ทำให้คนพูดถึงไม่ใช่แค่ตัวเกมจะออกเมื่อไหร่ หากเป็น "จุดตั้งต้น" ของเรื่องราวต่างหาก Joe Shely ผู้กำกับเกม บอกว่าเนื้อเรื่องจะเดินหน้าไปหนึ่งศตวรรษหลังเหตุการณ์ใน Diablo 4 และคราวนี้ซานค์ทัวรี่ล่มสลายไปเรียบร้อยแล้ว
พูดง่ายๆ คือ Diablo ชนะไปแล้ว และคนเล่นจะได้คลุกคลีกับผลลัพธ์ที่ตามมา แทนที่จะออกไปพยายามหยุดมันไม่ให้เกิดขึ้น นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนจากวิธีเปิดเรื่องของภาคก่อนๆ ทั้งหมด
ถ้ามองในเชิงการออกแบบเกม การให้โลก "แพ้ไปแล้ว" ตั้งแต่ต้นมันเปลี่ยนโทนของทั้งเกมไปคนละแบบเลย ภาคก่อนๆ เราออกเดินทางแบบฮีโร่ที่ยังมีความหวังว่าจะหยุดยั้งหายนะได้ แต่ภาคนี้กรอบความคิดตั้งต้นคือการอยู่กับความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งเปิดทางให้เล่าเรื่องแบบ survival ในโลกที่พังทลายได้เต็มที่มากกว่าเดิม
Diablo 5 จะเป็นภาคหลักภาคแรกที่สร้างขึ้นบนโลกซานค์ทัวรี่แบบ post-apocalyptic ตั้งแต่เริ่มเกม และในพาเนลต่อเนื่องยังเสริมอีกว่าจะเปิดตัวพร้อมคลาส Demon Hunter และ Monk ที่กลับมา รวมถึงคลาสใหม่ที่ชื่อ Plague Knight
Demon Hunter
คลาสเดิมที่กลับมาในภาคนี้
Monk
อีกคลาสที่กลับมาเช่นกัน
Plague Knight
คลาสใหม่ที่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดการเล่น
นอกจากรายชื่อคลาสแล้ว Blizzard ยังไม่พูดถึงระบบการเล่นมากนัก ฉะนั้นจึงยังตอบไม่ได้ว่าคอนเซปต์ survival จะออกมาเป็นกลไกแบบไหนจริงๆ อันนี้ต้องรอดูกันยาว
ระหว่างนี้ Diablo 4 ยังไม่ไปไหน Blizzard ยืนยันว่าจะซัพพอร์ตเกมต่อไปจนกว่า Diablo 5 จะออก โดยมีแผนออกชุดคลาส Amazon ในปี 2027 ด้วย
แต่ต้องพูดตรงๆ ว่าสามปีจากนี้ถึงวันวางจำหน่ายมันเป็นระยะเวลาที่ยาวพอสมควร แม้ว่าทีเซอร์แบบที่เห็นใน BlizzCon แบบนี้มักหมายความว่าจะมีอัปเดตทยอยออกมาให้เห็นเป็นระยะระหว่างทางก็ตาม
การพลิกให้ Diablo ชนะตั้งแต่ต้นเรื่องเป็นเดิมพันที่กล้าหาญของ Blizzard เพราะมันท้าทายสูตรเดิมของแฟรนไชส์เต็มๆ แต่ก็เสี่ยงเหมือนกัน ถ้าเล่าเรื่อง "โลกที่แพ้แล้ว" ได้ไม่ดีพอ มันจะกลายเป็นแค่ฉากหลังหม่นๆ ที่ไม่มีน้ำหนักอะไร — เอาจริงๆ สามปีที่รออยู่ต่างหากที่จะพิสูจน์ว่าการเดิมพันครั้งนี้คุ้มหรือไม่
ที่มา: TechPowerUp — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 5
กำลังโหลดความคิดเห็น...