เจาะประเด็น
Gaming Gear
beyerdynamic เปิดตัวหูฟังเกมมิ่งไร้สาย 2 รุ่นใหม่ ตัดสินกันที่ "ความชอบ" ไม่ใช่ "คุณภาพ"
ปิดหลัง vs เปิดหลัง มันไม่ใช่เรื่องแพ้ชนะ แต่เป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์การเล่นเกมของคุณต่างหาก
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 3 นาที
ฟังดูเหมือนข่าวเปิดตัวธรรมดา แต่ประเด็นมันอยู่ที่วิธีคิดของแบรนด์ที่กล้าบอกว่า "ไม่มีรุ่นไหนดีกว่า" — ซึ่งหายากมากในวงการที่ชอบโฆษณาเกินจริง
เริ่มกันที่ความจริงที่หลายคนอาจยังไม่รู้: หูฟังเกมมิ่งส่วนใหญ่ในตลาดตอนนี้มัน "เหมือนกันไปหมด" ทั้งดีไซน์แฟนซี ไฟ RGB วิ้งๆ และฟีเจอร์ที่อัดมาแบบไม่รู้จะเอาไปทำอะไร แต่ beyerdynamic กลับเดินสวนทางด้วยการหยิบเอาหูฟังสองรุ่นใหม่ในตระกูล MMX มาวางเคียงกัน แล้วบอกว่า "เลือกตามใจชอบเลย" — ไม่มีคำว่าตัวไหนเหนือกว่า
ฟังดูเป็นแนวคิดง่ายๆ แต่เชื่อเถอะว่านี่คือสิ่งที่หลายแบรนด์ไม่กล้าพูด เพราะมันเสี่ยงต่อยอดขาย ถ้าบอกว่ารุ่นนี้เหมาะกับคนกลุ่มนี้ อีกรุ่นเหมาะกับอีกกลุ่ม มันก็เท่ากับตัดโอกาสขาย "รุ่นเดียวจบ" ให้คนที่อยากได้ของครบๆ แต่ในทางกลับกัน การที่ beyerdynamic ยอมชัดเจนแบบนี้ มันแสดงให้เห็นว่าพวกเขารู้จักผู้ใช้จริง และอยากให้คนเลือกของที่ใช่ ไม่ใช่ของที่แพงที่สุด
ทั้งสองรุ่นถูกวางตำแหน่งให้เป็นหูฟังไร้สายสำหรับเกมเมอร์โดยเฉพาะ โดย MMX 100 wireless เป็นแบบ closed-back หรือปิดหลัง ออกแบบมาสำหรับคนที่อยากเก็บเสียงรบกวนรอบข้างให้เหลือน้อยที่สุด เวลาใส่แล้วหมกมุ่นกับเกมได้เต็มที่ ไม่ต้องมานั่งได้ยินเสียงแอร์ดัง หรือเสียงคนข้างๆ พูดคุย — เหมาะกับคนที่เล่นเกมในห้องที่มีคนพลุกพล่าน หรืออยากได้สมาธิแบบสุดๆ
ในทางกลับกัน MMX 130 wireless เป็นแบบ open-back หรือเปิดหลัง ซึ่งเป็นอะไรที่ "หายาก" ในตลาดหูฟังเกมมิ่ง เพราะมันให้เวทีเสียงที่กว้าง โปร่ง เป็นธรรมชาติกว่า ให้รายละเอียดของเสียงรอบข้างในเกม เช่น เสียงฝีเท้า เสียงลม หรือเสียงเพลงประกอบ ที่ทำออกมาได้กลมกล่อมกว่ามาก — แต่แลกมาด้วยเสียงที่รั่วออกไปข้างนอกนิดหน่อย ใครอยู่ห้องเดียวกันอาจได้ยินด้วย
สิ่งที่ beyerdynamic กำลังทำคือการยัดความรู้เรื่อง "หูฟังคู่โปรดของนักดนตรี" มาสู่ตลาดเกมมิ่ง ซึ่งเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก เพราะปกติแบรนด์เกมมิ่งส่วนใหญ่จะไม่กล้าแตะของเทคนิคแบบนี้ กลัวว่าคนเล่นเกมจะไม่เข้าใจ แต่การที่แบรนด์ระดับตำนานจากเยอรมันอย่าง beyerdynamic ทำแบบนี้ มันคือการยกระดับมาตรฐานของตลาดทั้งตลาดเลย
จุดขายที่เด่นที่สุดของทั้งคู่ไม่ใช่ฟีเจอร์อลังการ แต่เป็น "การโฟกัสกับสิ่งที่จำเป็น" — เสียงแม่นๆ ใส่สบาย เชื่อมต่อได้หลากหลาย และทนทานใช้ได้ยาวนาน ซึ่งมันคือสิ่งที่หูฟังเกมมิ่งควรเป็นตั้งแต่แรก แต่หลายแบรนด์กลับลืมไป เพราะมัวแต่วิ่งแข่งเพิ่มฟีเจอร์ไร้สาระที่ไม่มีใครใช้จริง
การที่ beyerdynamic เลือกไม่ใส่ฟีเจอร์เก๋ๆ เยอะแยะ มันคือการตัดสินใจที่กล้าหาญในยุคที่ทุกแบรนด์พยายามอัดทุกอย่างลงไปในสินค้าชิ้นเดียว เพื่อให้ดูคุ้มค่า แต่ความเป็นจริงคือ ยิ่งมีอะไรเยอะ ยิ่งพังง่าย และยิ่งแพง — การกลับมาที่พื้นฐานแบบนี้ อาจเป็นสิ่งที่ตลาดต้องการจริงๆ ก็ได้
ถ้าถามผมเป็นการส่วนตัว การที่แบรนด์ดังอย่าง beyerdynamic กล้าออกหูฟังเกมมิ่งเปิดหลัง (open-back) ออกมาในตลาดที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักด้วยซ้ำว่ามันต่างจากปิดหลังยังไง นี่คือการบ้านที่เขาอยากให้เกมเมอร์ได้เรียนรู้ และมันอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนหันมาสนใจ "คุณภาพเสียง" มากกว่า "สเปกบนกระดาษ" ก็เป็นได้
และนี่คือสิ่งที่ทำให้ beyerdynamic แตกต่างจากแบรนด์เกมมิ่งทั่วไป พวกเขาไม่ได้ขาย "ความแรง" หรือ "เบสหนัก" แต่ขาย "ความถูกต้อง" ของเสียง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เล่นเกมจริงจังจะสัมผัสได้เมื่อใช้ไปนานๆ — มันไม่ใช่หูฟังที่ฟังครั้งแรกแล้วว้าว แต่เป็นหูฟังที่ฟังไปเรื่อยๆ แล้วเริ่มติดใจ
ถ้าคุณเป็นคนที่เบื่อหูฟังเกมมิ่งหน้าตาเหมือนกันหมดที่อัดฟีเจอร์มาพรึ่บ แต่ใช้งานจริงไม่ได้เรื่อง การเปิดตัว MMX 100 และ MMX 130 รอบนี้คือสัญญาณที่ดีว่า ยังมีแบรนด์ที่จริงจังกับเสียง และกล้าพอที่จะบอกความจริงกับผู้บริโภค — เลือกให้ตรงกับสไตล์การเล่นของคุณ แล้วคุณจะไม่ผิดหวัง
ที่มา: TechPowerUp — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 6
กำลังโหลดความคิดเห็น...