เจาะประเด็น
AI / Tools
Suno อยากเป็นมากกว่าเครื่องเล่นของเล่น: เปิดตัว Studio 2.0 ใส่ MIDI มาให้ แต่มันจะรอดหรือจะร่วง?
วงการเพลงกำลังจับตามองว่าเจ้า AI สายพันธุ์ใหม่นี้จะยกระดับตัวเองเป็นซอฟต์แวร์ทำเพลงอาชีพได้จริงหรือแค่จัดเต็มฟีเจอร์มาขายฝัน
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 3 นาที
ถ้าคุณยังจำภาพ Suno ได้ มันคือเจ้าโปรแกรมที่ปล่อยให้คุณพิมพ์คำสั่งแล้วได้เพลงออกมาเป็นชิ้นเป็นอันภายในไม่กี่วินาที ฟังครั้งแรกก็แบบ "ว้าว" พอฟังซ้ำก็เริ่มจับได้ว่ามันเป็นแค่ของเล่นที่ให้ไอเดีย ไม่ได้ให้งานจริงจัง แต่ตอนนี้พวกเขากำลังจะเปลี่ยนเกมครั้งใหญ่ ด้วยการปล่อย Studio 2.0 ที่ยัดฟีเจอร์ระดับโปรเข้าไปเต็มพิกัด หวังจะให้คนเลิกมองว่ามันคือของเล่น แล้วหันมามองเป็นเครื่องมือทำมาหากินจริงจังสักที
ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคงหนีไม่พ้นการเพิ่มระบบ MIDI ซึ่งบอกตรงๆ ว่ามันคือของที่ขาดไม่ได้สำหรับใครที่ทำงานสายดนตรีจริงจัง เพราะนี่คือภาษาสากลที่ใช้สื่อสารกับเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์และซอฟต์แวร์ต่างๆ ในสตูดิโอ และที่สำคัญมันคือสิ่งที่แฟนๆ เรียกร้องเข้ามามากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง การที่ Suno ยอมเพิ่มให้ก็เท่ากับยอมรับว่าพวกเขารู้ดีว่าจุดอ่อนของตัวเองอยู่ตรงไหน นั่นคือการเป็นแค่เครื่องมือสร้างเสียงเฉยๆ แต่ไม่สามารถควบคุมรายละเอียดได้แบบมืออาชีพ
ลองนึกภาพตามนะครับ การทำงานของโปรดิวเซอร์เพลงจริงๆ ในยุคนี้ มันคือการนั่งจัดเรียงโน๊ตบนหน้าจอ แก้ไขความผิดพลาดของเสียงทีละเสี้ยววินาที ปรับแต่งเสียงแต่ละแทร็กให้เข้ากันได้อย่างลงตัว ซึ่งสิ่งที่ว่านี้ต้องอาศัยเครื่องมือที่เรียกว่า DAW หรือ Digital Audio Workstation เป็นหัวใจหลัก และถ้าไม่มี MIDI ในโปรแกรม มันก็เหมือนรถสปอร์ตที่เครื่องแรงแต่ไม่มีพวงมาลัย ขับได้แต่ตรงไปข้างหน้าเท่านั้น
การที่ Suno เพิ่ม MIDI เข้ามาใน Studio 2.0 จึงไม่ใช่แค่การอัปเดตเวอร์ชันเล็กๆ แต่คือการประกาศศักดาว่าพวกเขาพร้อมจะนั่งโต๊ะเดียวกับเจ้าใหญ่ๆ อย่าง Ableton หรือ Logic Pro แล้ว แต่อย่าลืมว่านี่คือสนามที่โหดร้ายมาก เพราะผู้ใช้ระดับโปรไม่ได้ดูแค่ฟีเจอร์ แต่ดูที่เวิร์กโฟลว์ ความเสถียร และระบบนิเวศของปลั๊กอินต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ Suno เพิ่งจะเริ่มปูพื้นฐานเท่านั้น
เอาจริงๆ ผมมองว่าการที่ Suno เลือกทางสายนี้มันทั้งฉลาดและเสี่ยงในเวลาเดียวกัน ฉลาดตรงที่พวกเขาเห็นเทรนด์แล้วว่า AI สร้างเพลงแบบมั่วๆ มันไม่พอสำหรับคนที่จริงจัง คนเหล่านี้ต้องการควบคุมทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง ต้องการแก้ไขทีละโน๊ตได้ ไม่ใช่แค่พิมพ์แล้วได้เพลงมาทั้งเพลงแล้วนั่งสวดขอให้มันเพราะ แต่เสี่ยงตรงที่การไปสู้กับ DAW เจ้าเก่าที่มีคนใช้มานานหลายสิบปี มันคือการรบในสมรภูมิที่เขาเป็นจ้าวอยู่แล้ว และนักดนตรีส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เปลี่ยนเครื่องมือง่ายๆ เพราะมันคือเครื่องมือทำกิน ไม่ใช่ของเล่นเท่ๆ ให้ลองเล่นแล้วทิ้ง
อีกเรื่องที่ผมว่าสำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องของ "ความน่าเชื่อถือ" ในฐานะที่ผมเองก็เคยจับ AI ทำเพลงมาเยอะ จุดที่ทุกโปรแกรมเจอเหมือนกันคือเสียงที่ออกมามัน "หลอกหู" ไม่ได้ แต่การเพิ่ม MIDI เข้ามานี่แหละที่จะเป็นตัวตัดสินว่า Suno จะสามารถต่อยอดเสียงที่ AI สร้างขึ้นมา ให้กลายเป็นโปรเจกต์ที่มนุษย์แก้ไขและตกแต่งจนเสร็จสมบูรณ์ได้จริงหรือไม่ ถ้าทำได้ นี่จะเป็นการปฏิวัติวงการครั้งใหญ่ที่ทำให้มือใหม่หัดทำเพลงไม่ต้องง้อความรู้ทฤษฎีดนตรีขั้นสูงอีกต่อไป
สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าเรากำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของวงการดนตรี ที่เส้นแบ่งระหว่าง "คนสร้างสรรค์" กับ "คนสั่งงาน" กำลังจะบางลงทุกที คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่า AI จะมาแทนที่โปรดิวเซอร์หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าใครจะรู้จักใช้เครื่องมือเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุดต่างหาก Suno กำลังเดิมพันครั้งใหญ่กับอนาคตนี้ และผมเองก็อดลุ้นไม่ได้ว่ามันจะไปได้ไกลแค่ไหน
ผมฟันธงได้เลยว่า Suno Studio 2.0 คือหมากที่ถูกต้องตามทิศทางของตลาด แต่การมี MIDI แค่อย่างเดียวยังไม่พอที่จะโค่นยักษ์ใหญ่ในวงการนี้ได้ ถ้าพวกเขาอยากเป็นมากกว่าเครื่องมือเสริม พวกเขาต้องทำให้เวิร์กโฟลว์ทั้งหมดลื่นไหลจนคนลืมไปแล้วว่ากำลังใช้ AI อยู่ ไม่งั้นก็จะได้แค่เป็นของเล่นราคาแพงสำหรับมือสมัครเล่นเท่านั้นแหละ
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 6
กำลังโหลดความคิดเห็น...