เจาะประเด็น
GPU / RUMOR
Kepler ฟันธง RDNA 5 ยัด matrix ต่อคอร์แรงเบิ้ลสองเท่าของ Blackwell
ตัวเลขนี้ไม่ได้มีไว้โชว์สเปกในสไลด์ แต่เป็นกุญแจที่ตัดสินว่าเกม path tracing จะเล่นได้จริงหรือไม่บนการ์ดConsumer
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 4 นาที
ข่าวนี้ไม่ใช่เรื่องของคนนั่งเทียบสเปกในสเปรดชีต แต่มันคือคำตอบว่าเกมอย่าง Cyberpunk 2077 จะเล่นโหมด PT ได้ลื่นจริงบนการ์ดระดับกลางหรือยัง
เราคงเคยได้ยินชื่อ Kepler_L2 กันมาบ้าง คนนี้เป็นสายหลุดสเปก GPU ที่แม่นมาหลายรอบ และรอบนี้เขาตอบคำถามตรงๆ ในฟอรัม AnandTech ว่า RDNA 5 จะมี FP8/FP4 matmul ระดับไหนเทียบกับ RTX 50 ซีรีส์ คำตอบที่ได้คือ "It's half rate per SIMD vs gfx1250 which would put it at double gfx12/Blackwell." แปลบ้านๆ ก็คือ แม้คอร์ RDNA 5 ฝั่ง consumer จะคิดเลข AI ได้ช้ากว่าชิปเซิร์ฟเวอร์ของ AMD อยู่ครึ่งหนึ่ง แต่พอเทียบกับ RDNA 4 หรือการ์ด RTX 50 ซีรีส์แล้ว มันยังแรงกว่าประมาณสองเท่าต่อคอร์
ตรงนี้ต้องแยกให้ออกก่อน ไม่งั้นอ่านตัวเลขแล้วจะงง Kepler ไม่ได้บอกว่าการ์ด RDNA 5 ทั้งใบจะแรงกว่า RTX 50 ทั้งใบสองเท่า เขาพูดถึง "per SIMD" หรือระดับต่อคอร์/ต่อหน่วยประมวลผล ซึ่งเป็นตัวชี้วัดว่าสถาปัตยกรรมมันออกแบบมาให้คำนวณเลขทศนิยมต่ำ (FP4/FP8) ได้หนาแน่นแค่ไหน ไม่ใช่ผลรวมของทั้งการ์ดที่ยังขึ้นกับจำนวนคอร์ จำนวน Compute Unit และแบนด์วิดท์หน่วยความจำอีกที
หลายคนอาจสงสัยว่า AMD จะไปยัด matrix engine เข้า Compute Unit ฝั่ง consumer ทำไม ในเมื่อการ์ดพวกนี้ไม่ได้เอาไว้เทรนโมเดล AI ระดับองค์กร คำตอบอยู่ในเกมที่เปิด path tracing เต็มรูปแบบอย่าง Cyberpunk 2077, Alan Wake 2 หรือตัวล่าสุดอย่าง Control Resonant พวกนี้กินเฟรมเรตแบบหายนะ เพราะการไล่แสงทุกเส้นที่สะท้อนไปมา มันสร้าง noise ขึ้นมาเต็มจอ ถ้า GPU จะไล่ทุก ray จริงๆ ก็คงได้เล่นกันเฟรมเดียวต่อวินาที
ทางออกที่อุตสาหกรรมใช้กันตอนนี้คือ ไล่ ray น้อยลง แล้วให้ AI ช่วย reconstruct แสงเงาให้เรียบเนียนแบบเรียลไทม์ นี่คือเหตุผลที่ DLSS Ray Reconstruction, FSR Ray Regeneration หรือ denoiser ต่างๆ กลายเป็นของจำเป็นไม่ใช่ของแถม และถ้า matrix math ในคอร์มันเร็วขึ้นสองเท่า RDNA 5 ก็มี "หัว" ให้รัน denoiser พวกนี้บนชิปได้โดยไม่ต้องไปแย่งทรัพยากรกับ graphics pipeline หลัก
พอรวมสองอย่างเข้าด้วยกัน นั่นคือ matrix math ที่เร็วขึ้นสองเท่าต่อคอร์ บวกกับฮาร์ดแวร์เฉพาะที่ดูแลการไล่ ray traversal เป้าหมายที่ Kepler โยนไว้คือ RDNA 5 จะทำ path tracing ได้แรงกว่า RDNA 4 ประมาณ 2 ถึง 3 เท่าต่อ CU ฟังดูสวย แต่ต้องย้ำอีกครั้งว่านี่คือ "ต่อ CU" ไม่ใช่ทั้งการ์ด เพราะฉะนั้นถ้า AMD ออกการ์ดที่มี CU เท่าเดิม ตัวเลขที่ได้จริงก็จะประมาณนั้น แต่ถ้าลดหรือเพิ่ม CU ตัวเลขก็ขยับตามทันที
ส่วนไทม์ไลน์ที่ลอยมาในข่าวคือ AT2 หรือการ์ด RDNA 5 ตัวท็อป มีข่าวลือว่าจะเปิดตัวปี 2027 ซึ่งถ้าเป็นจริง ก็นับจากนี้ราวสองปีกว่าๆ เป็นจังหวะที่ NVIDIA เองก็น่าจะมีเจนใหม่มาชนอยู่ดี การเทียบข้ามเจนแบบนี้จึงต้องอ่านเป็นแนวโน้ม ไม่ใช่ผลตัดสินว่าฝั่งไหนชนะ
Matrix math ต่อคอร์
แรงเป็นสองเท่าของ RDNA 4 และ RTX 50 ซีรีส์ แต่ยังเป็นครึ่งเดียวของชิปเซิร์ฟเวอร์ gfx1250 ของ AMD เอง
เป้า path tracing
คาดว่าจะได้ 2 ถึง 3 เท่าต่อ CU เมื่อเทียบกับ RDNA 4 โดยอาศัย matrix engine ในคอร์บวกฮาร์ดแวร์ ray traversal
ไทม์ไลน์
AT2 มีข่าวลือว่าเปิดตัวปี 2027 ยังต้องรอการยืนยันจาก AMD อย่างเป็นทางการ
มุมที่ผมอยากให้จับตาคือ ตัวเลข "double Blackwell" ฟังแล้วสะใจก็จริง แต่คำถามจริงๆ คือ AMD จะทำซอฟต์แวร์ฝั่ง denoiser ตามทันฮาร์ดแวร์หรือเปล่า เพราะที่ผ่านมา FSR ยังตามหลัง DLSS อยู่พอสมควรในแง่คุณภาพและความพร้อมของเกมที่รองรับ ฮาร์ดแวร์แรงขึ้นสองเท่าไม่มีความหมาย ถ้าไม่มีเกมไหนเรียกใช้มันได้เต็มที่
ถ้า Kepler ถูกจริง ข่าวนี้ไม่ได้บอกว่า AMD จะแซง NVIDIA แต่บอกว่า AMD กำลังหยุดเป็นตัวตามในสนาม path tracing แล้วหันมาวางหมากของตัวเองบนกระดาน AI denoising เกมจะเปลี่ยนก็ต่อเมื่อซอฟต์แวร์ฝั่ง AMD ตามทัน ไม่ใช่แค่ชิปแรงขึ้น
ที่มา: Reddit r/hardware — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 6
กำลังโหลดความคิดเห็น...