เจาะประเด็น
Apple / Security
แอปเปิลเตรียมเซฟวงการภาพถ่าย ใส่ "ลายเซ็นลับ" ในรูป iPhone พิสูจน์ได้ทันทีว่ารูปไหนไม่ใช่ Deepfake
เจอโค้ดใน iOS 27 เบต้า 5 เตรียมฝังข้อมูลรับรองแหล่งที่มาตั้งแต่กดชัตเตอร์ เกมนี้คนปล่อยภาพปลอมอาจอยู่ไม่เป็นสุข
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 3 นาที
เรื่องนี้ผมว่าใหญ่กว่าที่หลายคนคิดนะ ไม่ใช่แค่อัปเดตกล้องเฉยๆ แต่คือการประกาศสงครามกับยุคที่ "เห็นภาพแล้วไม่เชื่อสายตา" อย่างเป็นทางการ
ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบถ่ายรูปแล้วแชร์ลงโซเชียลบ่อยๆ โดยเฉพาะสายข่าว สายสารคดี หรือแม้แต่สายติ่งที่ต้องพิสูจน์ว่าตัวเองไปคอนเสิร์ตมาจริง เรื่องนี้คือข่าวดีที่สุดของปี 9to5Mac เจอเบาะแสใน iOS 27 เบต้า 5 ว่ามีระบบที่เรียกว่า "Apple Reference Image" ซ่อนอยู่ในโค้ด ซึ่งทำหน้าที่ฝังข้อมูลเมทาดาทาเกี่ยวกับที่มาของภาพลงในไฟล์รูปโดยตรงตั้งแต่ตอนกดชัตเตอร์
พูดง่ายๆ คือแอปเปิลกำลังสร้าง "ลายเซ็นดิจิทัล" ที่ฝังลึกอยู่ในตัวไฟล์ภาพ เปรียบเหมือนการเซ็นชื่อรับรองว่าภาพนี้ถูกถ่ายด้วยกล้อง iPhone จริงๆ ไม่ได้ถูกสร้างหรือดัดแปลงด้วย AI ใดๆ ทั้งสิ้น ใครจะเอาภาพไปแอบอ้าง ตัดต่อ หรือปลอมแปลงก็จะจับได้ทันที เพราะลายเซ็นนี้จะขาดหรือเพี้ยนไปทันทีที่แตะเนื้อหา
ต้องบอกก่อนว่านี่คือข้อมูลจากสายข่าวที่แกะโค้ดออกมา ไม่ใช่ประกาศทางการจากแอปเปิล แต่ที่ผ่านมา 9to5Mac มีประวัติแม่นเรื่องการเจอฟีเจอร์ใหม่ๆ ในเบต้า แล้วต่อมาแอปเปิลก็เปิดตัวจริงแทบทุกครั้ง ระบบนี้ทำงานโดยฝัง "provenance metadata" ซึ่งก็คือข้อมูลบอกที่มาของภาพ ตั้งแต่เวลาถ่าย สถานที่ อุปกรณ์ ไปจนถึงการเข้ารหัสเฉพาะที่ยืนยันว่าภาพไม่ได้ถูกแก้ไข
ประเด็นสำคัญคือมันต่างจากแค่น้ำลายเทียบกับทะเลเมื่อเทียบกับมาตรฐานอย่าง C2PA (Coalition for Content Provenance and Authenticity) ที่หลายค่ายใช้กันอยู่ เพราะแอปเปิลทำแบบฝังลึกในระดับฮาร์ดแวร์ ตั้งแต่ตัวเซนเซอร์รับภาพ ประมวลผลสัญญาณ ไปจนถึงการเข้ารหัสในชิป ซึ่งหมายความว่าปลอมแปลงได้ยากมากๆ ต่อให้แฮกเกอร์เก่งขนาดไหนก็ต้องเจาะผ่านหลายชั้นความปลอดภัย
ฟีเจอร์นี้จะมาในชื่ออะไรยังไม่ชัดเจน แต่ในโค้ดเรียกว่า "Apple Reference Image" ซึ่งสื่อถึงการเป็น "ภาพอ้างอิง" ที่ใช้ยืนยันความถูกต้องได้ สิ่งที่น่าสนใจคือแอปเปิลไม่ได้ทำมาเพื่อนักข่าวหรือคนถ่ายรูปมืออาชีพอย่างเดียว แต่ดูเหมือนตั้งใจให้เป็นมาตรฐานสำหรับผู้ใช้ทั่วไป ที่อยากพิสูจน์ว่ารูปที่ตัวเองถ่าย "ของจริง" ไม่ใช่ภาพที่ AI สร้างขึ้นมา
แน่นอนว่าย่อมมีคำถามตามมาแน่นอน เช่น ใครจะได้สิทธิ์เข้าถึงข้อมูลนี้บ้าง? ถ้าเป็นตำรวจหรือหน่วยงานรัฐจะขอข้อมูลนี้ไปตรวจสอบโดยไม่ต้องมีหมายศาลได้ไหม? แล้วถ้าเกิดมีคนใช้ iPhone ถ่ายภาพอาชญากรรมแล้วไม่อยากให้เจ้าหน้าที่รู้ตำแหน่งที่แท้จริงล่ะ? ประเด็นความเป็นส่วนตัวจะกลายเป็นดาบสองคมทันที
อีกมุมหนึ่งที่คนอาจยังไม่เห็นภาพ คือผลกระทบต่อวงการคริปโตเคอเรนซีและ NFT ที่ใช้ภาพเป็นทรัพย์สินดิจิทัล ถ้าระบบนี้ทำงานได้จริง มันจะกลายเป็นเครื่องมือยืนยันความเป็นเจ้าของภาพที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพราะพิสูจน์ได้ว่าภาพนี้ถูกถ่ายด้วยกล้องจริงๆ ตั้งแต่เวลาและสถานที่ที่ระบุ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการขโมยภาพไปสร้างเป็น NFT ปลอมได้เยอะมาก
ในทางกลับกัน สำหรับคนที่ทำอาชีพรีทัชภาพ หรือสายครีเอทีฟที่ต้องดัดแปลงภาพเยอะๆ ระบบนี้อาจสร้างความรำคาญใจไม่น้อย เพราะต่อให้แต่งภาพนิดเดียว ลายเซ็นก็จะขาดทันที ทำให้ภาพนั้นกลายเป็น "ภาพที่ถูกแก้ไข" ทันที และอาจถูกตีตราว่าไม่น่าเชื่อถือไปโดยปริยาย
ผมมองว่านี่คือหมากที่แอปเปิลเดินนำหน้าเกมไปอีกขั้น และถ้าทำสำเร็จ มันจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการภาพถ่ายดิจิทัลที่ทุกค่ายต้องไล่ตาม ใครที่คิดว่า Deepfake จะทำลายความน่าเชื่อถือของภาพถ่ายไปตลอดกาล คงต้องคิดใหม่ เพราะเกมนี้เพิ่งเริ่มต้น และฝั่งคนดีมีแต้มต่อแล้ว
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 4
กำลังโหลดความคิดเห็น...