เจาะประเด็น
AI / Regulation
ChatGPT โดน EU จับตาจริงจังแล้ว ถึงคราวเลิกทำตัวเป็นเด็กเลี้ยงแกะ
ความโด่งดังที่พุ่งปรี๊ดมีราคาที่ต้องจ่าย เมื่อ AI ชื่อดังและเว็บบอร์ดยักษ์แดงต้องเข้าข่ายกฎหมายออนไลน์ที่เข้มสุดในโลก
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 3 นาที
คำถามคือ: เมื่อกฎหมายมาแรงเท่าความนิยมของแพลตฟอร์ม ใครจะปรับตัวทันก่อนโดนค่าปรับจนหน้าหงาย?
การเติบโตแบบก้าวกระโดดของ ChatGPT และ Reddit ในยุโรปเพิ่งจะมาพร้อมกับของแถมที่ไม่ค่อยน่ายินดีนัก นั่นคือการตกอยู่ใต้บังคับของกฎหมาย Digital Services Act (DSA) ซึ่งเป็นกฎหมายความปลอดภัยออนไลน์ที่เข้มงวดที่สุดของสหภาพยุโรป ฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่ผลกระทบมันจะสั่นสะเทือนไปถึงวิธีที่เราคุยกับแชทบอทและเสิร์ชหาเหตุผลในโลกออนไลน์แน่นอน
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะ EU จ้องจะแกล้งใคร มันคือกลไกตลกๆ ของระบบ: ยิ่งแพลตฟอร์มไหนมีผู้ใช้ในยุโรปเยอะถึงเกณฑ์ (ประมาณ 45 ล้านคนต่อเดือน) ก็ยิ่งถูกจัดให้เป็น Very Large Online Platform (VLOPs) ซึ่งหมายถึงต้องรับผิดชอบมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกลั่นกรองเนื้อหา การจัดการความเสี่ยงจากระบบ AI หรือการเปิดเผยข้อมูลให้หน่วยงานกำกับดูแลตรวจสอบ
Reddit น่ะเข้าใจได้ เพราะเป็นเว็บบอร์ดยักษ์ใหญ่ที่คนใช้จริงจัง แต่ ChatGPT นี่สิ ถึงกับต้องผงะ เพราะมันคือ AI แชทบอท ไม่ใช่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในความหมายเดิมๆ การที่ OpenAI ต้องมาทำการบ้านเรื่อง DSA แปลว่าพวกเขาต้องเริ่มคิดจริงจังว่าโมเดลภาษาของตนจะถูกใช้แพร่กระจายข้อมูลเท็จหรือเนื้อหาที่ผิดกฎหมายยังไงบ้าง ซึ่งไม่ใช่แค่การกรองคำหยาบง่ายๆ แบบเมื่อก่อนแล้ว
จุดที่น่าสนใจคือ DSA ไม่ได้แค่มองว่าใครโพสต์อะไร แต่ลงลึกถึงอัลกอริทึมที่แนะนำเนื้อหาให้เราเห็น การที่ ChatGPT ตอบคำถามได้ลื่นไหลขนาดนี้ มันคือการแนะนำเนื้อหาที่ทรงพลังที่สุดรูปแบบหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ถ้า EU บอกว่าต้องอธิบายได้ว่าโมเดลตัดสินใจยังไง งานนี้ OpenAI คงต้องเปิดตำราให้มากกว่าเดิม
การถูกขึ้นทะเบียนเป็น VLOPs ครั้งนี้ไม่ได้มาพร้อมคำขู่เฉยๆ แต่มีค่าปรับที่จริงจังมากถึง 6% ของรายได้ทั่วโลกต่อปี ซึ่งตัวเลขนี้สำหรับ Reddit ที่เพิ่งเข้าตลาดหุ้น หรือ OpenAI ที่มูลค่าแตะแสนล้าน ไม่ใช่เรื่องขำๆ เลยสักนิด ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาต้องส่งรายงานการประเมินความเสี่ยงเป็นประจำ และถ้า EU เห็นว่ามาตรการไม่พอใจ ก็สั่งให้แก้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอศาล
สำหรับ Reddit เรื่องนี้หมายถึงการต้องจัดการกับ subreddit ที่มีเนื้อหาล่อแหลม หรือการที่บอทและสปริงมารบกวนการสนทนาจริงจังขึ้น ส่วน ChatGPT ที่ผ่านมาเรารู้กันอยู่ว่ามันมโนข้อมูลได้อย่างมั่นใจ (เรียกว่า hallucination) ถ้าผู้ใช้ใน EU ฟ้องว่าโดนข้อมูลมโนๆ นั้นทำความเสียหาย งานนี้ OpenAI จะเถียงว่า "ก็มันแค่ AI" ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
การตรวจสอบอัลกอริทึม
EU สามารถขอเข้าถึงข้อมูลภายในเกี่ยวกับวิธีการแนะนำคอนเทนต์ของระบบได้ ซึ่งหมายถึง OpenAI และ Reddit ต้องเปิดเผยมากกว่าเดิม
ความรับผิดชอบต่อเนื้อหา
จากนี้ไปการปล่อยให้มีเนื้อหาผิดกฎหมายหลุดรอดไปได้ อาจไม่ใช่แค่การลบออกทีหลัง แต่คือการพิสูจน์ว่ามีระบบป้องกันล่วงหน้าที่เพียงพอ
ต้องยอมรับว่า EU เป็นหน่วยงานที่กล้าจัดการกับบริษัทเทคได้จริงจังที่สุดในโลก และการที่พวกเขาหันมาสนใจ AI แบบนี้ มันคือสัญญาณว่า "ยุคทองของการปล่อยของโดยไม่ต้องรับผิดชอบ" กำลังจะจบลงแล้ว สำหรับ OpenAI ที่พึ่งพาตลาดยุโรปเป็นฐานผู้ใช้ใหญ่ การปฏิบัติตามกฎไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขการอยู่รอด
ผมมองว่าเรื่องนี้เป็นบททดสอบสำคัญว่า บริษัท AI จะสามารถสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมที่ลื่นไหล กับความโปร่งใสที่กฎหมายต้องการได้แค่ไหน ถ้าทำได้ ก็จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ให้ทั้งวงการ แต่ถ้าทำไม่ได้ คงได้เห็นคดีความและค่าปรับที่ดังไปไกลถึงซิลิคอนแวลลีย์แน่นอน
ถึงเวลาแล้วที่ AI จะต้องโตเป็นผู้ใหญ่ รับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองพูดและแนะนำ ไม่ใช่แค่ฉลาดแต่ไร้ซึ่งความรับผิดชอบ กฎหมายนี้ไม่ใช่ตัวถ่วง แต่คือกระจกสะท้อนว่าเราอยากให้อนาคต AI เป็นแบบไหน
ที่มา: Ars Technica AI — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 6
กำลังโหลดความคิดเห็น...