Simon Willison's Weblog 65 วันที่แล้ว general AI Generated

We Tracked a Shipment of Rare Books. It Ended at an Amazon AI Training Facility

เกี่ยวกับ Amazon / AWS
Simon Willison's Weblog 17 Aug 2026
79
0
100
45 15m



เจาะประเด็น
AI Ethics


Amazon โดนจับได้คาหนังคาเขา ใช้ AirTag ส่องพิสูจน์ว่ารับซื้อหนังสือหายากเพื่อป้อน AI



เรื่องเล่าลือเรื่องบริษัท AI แอบกวาดซื้อหนังสือทั้งโลกเพื่อเอาไปสแกนเทรนโมเดล คราวนี้มีหลักฐานชิ้นเป็นๆ วางอยู่หน้าประตูคลัง Amazon จริงๆ




ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 3 นาที



เคยสงสัยไหมว่าหนังสือที่คุณขายในเว็บตลาดนัดออนไลน์ อาจไม่ได้ไปอยู่บนชั้นหนังสือของใครบางคน แต่ไปอยู่ในเครื่องสแกนความเร็วมหึมาของยักษ์เทคฯ?




นี่คือหนึ่งในงานสืบสวนที่โคตรจะสนุกและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน จากทีมงาน 404 Media พวกเขาไม่ได้แค่นั่งเดาหรือวิเคราะห์จากข้อมูลภายนอก แต่ลงมือทำแบบสายลับจริงๆ ด้วยการซ่อน Apple AirTag ไว้ในหนังสือเล่มหนึ่ง แล้วปล่อยให้มันไหลไปตามระบบ — เพื่อพิสูจน์ว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังการกว้านซื้อหนังสือปริศนาจำนวนมหาศาล



เรื่องมันเริ่มจากที่วงการคนขายหนังสือมือสองเริ่มมีการพูดถึงกันมานาน ว่ามีลูกค้าปริศนาสั่งซื้อหนังสือเป็นจำนวนมากแบบไม่สนใจราคา สั่งทีเป็นพันๆ เล่ม ไม่มีการต่อรอง ไม่มีการถามรายละเอียด สั่งปุ๊บจ่ายปั๊บ แถมบางรายยังยอมจ่ายแพงกว่าปกติอีกด้วย แน่นอนว่าคนในวงการต่างพากันสงสัยว่าคนกลุ่มนี้ไม่น่าจะใช่นักอ่านทั่วไป แต่เป็นบริษัทที่ต้องการหนังสือเพื่อเอาไปสแกนเป็นข้อมูลฝึก AI ต่างหาก



ปฏิบัติการ AIRTAG


ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีร้านหนังสือรายหนึ่งได้รับออเดอร์ใหญ่ยักษ์ สั่งหนังสือราวๆ 1,000 เล่มผ่านเว็บ Biblio ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายหนังสือมือสองออนไลน์ ร้านนี้ให้ความร่วมมือกับ 404 Media ด้วยการซ่อน AirTag ไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งในคำสั่งซื้อนั้น ก่อนจะแพ็กส่งออกไปตามปกติ แล้วรอดูว่าปลายทางของหนังสือเล่มนั้นจะไปจบที่ไหน



ผลปรากฏว่าหนังสือเล่มนั้นเดินทางไปสิ้นสุดที่อาคาร VGT3 ในคลังสินค้า LAS8 ของ Amazon ทางตะวันออกเฉียงเหนือของลาสเวกัส และที่หน้าประตูทางเข้าคลังแห่งนี้ มีโลโก้ไดโนเสาร์กำลังอ่านหนังสือติดอยู่แบบไม่มีความละอายใจเลยแม้แต่นิดเดียว ราวกับประกาศศักดาว่าที่นี่คือโรงงานทำลายหนังสือเพื่อป้อน AI อย่างเป็นทางการ



“
การสนทนาในฟอรัมออนไลน์ของพนักงาน Amazon ยืนยันว่า VGT3 ทำการสแกนหนังสือจำนวนมากแบบทำลายต้นฉบับ


และไม่ใช่แค่การคาดเดาจากภายนอก เพราะมีการพูดคุยกันในฟอรัมของพนักงาน Amazon เองด้วยว่า อาคาร VGT3 แห่งนี้มีการสแกนหนังสือปริมาณมากๆ แบบ "destructive" หมายความว่าหนังสือที่ถูกสแกนแล้วจะไม่มีการส่งกลับหรือเก็บรักษาไว้ นั่นหมายถึงหนังสือหายากหรือหนังสือที่มีคุณค่าในเชิงประวัติศาสตร์ อาจถูกทำลายทิ้งหลังจากการสแกนเสร็จสิ้น เพื่อแลกกับข้อมูลที่ไปฝึกโมเดล AI ของ Amazon



มุมมองของฉัน


ประเด็นนี้มันไม่ได้จบแค่เรื่องลิขสิทธิ์หรือกฎหมาย แต่คือคำถามเชิงจริยธรรมที่ใหญ่โตมาก บริษัท AI กำลังกวาดซื้อทรัพยากรความรู้ของมนุษยชาติทั้งหมดไปหลอมรวมเป็นโมเดลของตัวเอง โดยไม่มีความโปร่งใส ไม่มีการขออนุญาตเจ้าของผลงาน และในกรณีนี้ ยังทำลายต้นฉบับจริงทิ้งอีกต่างหาก มันคือการ "เผาหนังสือเพื่อสร้างปัญญาประดิษฐ์" ในความหมายที่แท้จริงที่สุด



ที่สำคัญคือ Amazon ไม่ได้ทำตัวเป็นแค่ผู้ให้บริการคลาวด์ที่เฉยเมย แต่ดูเหมือนว่าจะมีปฏิบัติการสแกนหนังสือเป็นของตัวเองโดยตรง นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะถ้าบริษัทเทคฯ สามารถทำแบบนี้กับหนังสือหายากได้โดยไม่มีใครทักท้วง แล้ววันหน้าพวกเขาจะทำอะไรกับทรัพยากรความรู้ประเภทอื่นได้อีก?




ความน่ากลัวของ Destructive Scanning

การสแกนแบบทำลายต้นฉบับ หมายถึงหนังสือหายากหรือฉบับพิมพ์ครั้งแรกที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ จะหายไปจากโลกถาวร เหลือเพียงข้อมูลดิจิทัลที่ตกไปอยู่ในมือของบริษัทเอกชนเพียงไม่กี่แห่ง



ความไม่โปร่งใสของระบบ

การที่ Amazon ปฏิเสธที่จะเปิดเผยว่ามีการสแกนหนังสือเพื่อฝึก AI หรือไม่ และการที่ลูกค้าปริศนาสั่งซื้อหนังสือโดยไม่เปิดเผยตัวตน ยิ่งตอกย้ำว่าอุตสาหกรรมนี้เต็มไปด้วยความลับและการปิดบังข้อมูล


💡

เรื่องนี้คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่าความกลัวของวงการหนังสือและนักเขียนไม่ใช่เรื่องเกินจริง พวกเขากำลังถูกบริษัทเทคฯ เขมือบผลงานโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม และถ้าเราไม่ตั้งคำถามกับเรื่องนี้ตอนนี้ อีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราอาจไม่มีหนังสือหายากเหลือไว้ให้ลูกหลานศึกษาเลยก็ได้



ที่มา: Simon Willison's Weblog — อ่านต้นฉบับ


#Amazon #AIEthics #DataScraping

🔗 อ่านต่อ · สินค้าและคำถามที่เกี่ยวข้อง

สินค้ามาแรงตอนนี้

คนขายของถามบ่อย

ความคิดเห็น 4

กำลังโหลดความคิดเห็น...