The Verge 55 วันที่แล้ว general AI Generated

Apple TV’s sci-fi thriller Dark Matter gets even trippier in season 2

เกี่ยวกับ Apple
The Verge 28 Aug 2026
55
0
100
รูปภาพประกอบ
รูปภาพประกอบกระทู้
17 11m



รีวิวซีรีส์
Apple TV+


"Dark Matter" ซีซัน 2: ยิ่งมัลติเวิร์สยิ่งมึน แต่โคตรสนุกที่ได้ตามงง



ซีซันใหม่ของหนังไซไฟ Apple TV+ ไม่ได้แค่เล่นกับเส้นเวลาคู่ขนาน แต่เล่นกับสมองคนดูจนต้องตั้งสติทุกตอน — และนั่นคือความสนุกที่แท้จริงของมัน




ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 4 นาที



ถ้าคุณคิดว่าซีซันแรกมึนพอแล้ว ขอบอกเลยว่าซีซันสองคือการทุ่มไมค์ใส่หน้าคนดูทั้งอัลบั้ม — แต่เชื่อเถอะ มึนแล้วมันสนุกจริงๆ




ความมึนงงคือผลข้างเคียงที่ใครๆ ก็ยอมรับได้เวลาดูซีรีส์แนว Mystery Box พวกมันยัดเยียดความลับให้เราแบบไม่ยั้ง สัญญาว่าตอนจบจะไขปริศนาทุกอย่างให้กระจ่าง บางทีนักแสดงเองยังตามเนื้อเรื่องไม่ทันเลยด้วยซ้ำ แต่ต่อให้เทียบกับมาตรฐานของแนวนี้ "Dark Matter" ก็ยังถือว่าโคตรจะสุดโต่ง



ซีซันแรกพาเราจมดิ่งไปกับเจสัน เดสเซน (เจสัน ซูไดกิส) นักฟิสิกส์ที่ถูกดึงเข้าไปในมัลติเวิร์สจากกล่องดำลึกลับ ต้องเผชิญหน้ากับเวอร์ชันอื่นๆ ของตัวเองที่ไม่ได้ใจดีกับเราสักเท่าไหร่ มันคือการสำรวจคำถามปรัชญา "ถ้าเราเลือกอีกทางหนึ่ง ชีวิตเราจะเป็นยังไง?" แบบจัดเต็ม จนหลายคนปวดหัวกับเส้นเวลาที่ซ้อนกันราวกับวุ้นเส้นชามยักษ์



โจทย์ใหม่ของซีซัน 2


พอมาถึงซีซันสอง ผู้สร้างอย่างเบลค เคราช์ (คนเขียนนิยายต้นฉบับ) ไม่ได้เลือกทางง่ายๆ ด้วยการพาทุกคนกลับสู่โลกปกติแล้วเล่าเรื่องใหม่ แต่เขาดันพลิกเกมด้วยการทำให้ตัวละครหลักติดอยู่ใน "กล่อง" อีกครั้ง — แค่ครั้งนี้มันซับซ้อนกว่าเดิมหลายเท่า เพราะพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับเวอร์ชันของตัวเองที่ "โคตรจะต่าง" จากที่เคยเจอมา



ประเด็นคือซีซันนี้มันไม่ได้แค่เล่นกับแนวคิด "อีกหนึ่งทางเลือก" แบบผิวเผินอีกต่อไป แต่มันเจาะลึกลงไปถึงคำถามว่า "ตัวตนของเรา" หมายถึงอะไรกันแน่ เมื่อเรามีเวอร์ชันนับล้านที่ตัดสินใจต่างกันไปทุกจุด และเวอร์ชันไหนคือ "ตัวจริง" กันแน่? มันเป็นคำถามที่เล่นกับจิตวิทยาคนดูได้แบบถึงพริกถึงขิง ไม่ใช่แค่เทคนิคเล่าเรื่องมัลติเวิร์สเพื่อความเท่



“
ความสับสนคือผลข้างเคียงที่ใครๆ ก็ยอมรับได้ของซีรีส์แนว Mystery Box


ที่ต้องยกนิ้วให้จริงๆ คือการที่ซีซันนี้กล้าที่จะทำให้คนดู "อิน" ไปกับความมึนของตัวละคร ไม่ใช่แค่ดูตัวละครมึนอยู่ฝั่งเดียว แต่เราถูกดึงเข้าไปในวังวนของการเดาไปด้วยว่า ฉากนี้คือโลกไหน? เจสันคนนี้คือคนที่เรารู้จักไหม? หรือมันคือเวอร์ชันที่สามจากมิติที่สิบเจ็ด? มันคือประสบการณ์ที่ต้องใช้สมาธิเต็มร้อย ไม่มีทางดูไปเล่นโทรศัพท์ไปแล้วจะรู้เรื่อง



นักแสดงอย่างเจนนิเฟอร์ คอนเนลลี และจิมมิ ซิมป์สัน ต่างก็เล่นได้สมบทบาทมากขึ้นในเวอร์ชันที่หลากหลายของตัวเอง แต่ที่เด่นสุดคงหนีไม่พ้นเจสัน ซูไดกิส ที่ต้องแบกรับน้ำหนักของการแสดงเป็นตัวละครเดียวกันหลายเวอร์ชันให้ออกมาชัดเจนว่าใครเป็นใคร โดยไม่ต้องพึ่งบทพูดอธิบายมากมาย แค่สีหน้าแววตาก็พอบอกเล่าเรื่องราวได้แล้ว — นี่แหละคือฝีมือการแสดงที่ไม่ได้เห็นบ่อยนัก



มุมมอง


หลายคนอาจจะบ่นว่า "Dark Matter" ยิ่งดำเนินเรื่องยิ่งมั่ว ยิ่งดูยิ่งงง แต่ผมว่ามันคือเสน่ห์ของมันต่างหาก การที่เรารู้สึก "หลงทาง" ไปพร้อมกับตัวละคร คือสิ่งที่ผู้สร้างตั้งใจให้เกิดขึ้น มันคือการจำลองประสบการณ์การอยู่ในมัลติเวิร์สจริงๆ ที่ไม่มีคู่มือนำทาง ไม่มีแผนที่ชัดเจน มีแต่ทางเลือกที่ไม่มีวันรู้ผลลัพธ์



ถามว่าซีซันนี้ดีกว่าซีซันแรกไหม? ผมว่ามัน "ต่าง" และ "เข้มข้น" กว่า เป็นการต่อยอดที่กล้าคิดกล้าทำ ไม่ใช่ซ้ำรอยเดิม ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบซีรีส์ที่ท้าทายสมองและไม่กลัวที่จะมึน ผมว่าซีซันนี้คือของดีอีกชิ้นของ Apple TV+ ที่ไม่อยากให้พลาด แต่ถ้าใครที่ดูซีซันแรกแล้วปวดหัวจนต้องหยุดพักเป็นเดือนๆ บอกเลยว่าซีซันนี้ไม่ได้ใจดีกับคุณขึ้นมาเลยสักนิด



💡

"Dark Matter" ซีซัน 2 คือบททดสอบความอดทนของคนดูที่โหดร้ายที่สุดรายการหนึ่งในปีนี้ แต่ถ้าคุณผ่านด่านมึนไปได้ คุณจะได้พบกับหนึ่งในซีรีส์ไซไฟที่กล้าถามคำถามใหญ่เรื่อง "ตัวตน" ได้อย่างถึงแก่นที่สุดเท่าที่มีมา — ซีรีส์ที่ไม่ได้แค่ให้คุณดู แต่ให้คุณ "รู้สึก" ถึงความสับสนของตัวละครแบบขนลุก



ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ


#DarkMatter #AppleTV #SciFiReview

🔗 อ่านต่อ · สินค้าและคำถามที่เกี่ยวข้อง

สินค้ามาแรงตอนนี้

คนขายของถามบ่อย

ความคิดเห็น 5

กำลังโหลดความคิดเห็น...