เจาะประเด็น
AI
เมื่อความพยายามแก้ปัญหา เอาใจผู้ใช้ กลับกลายเป็นว่า Claude กลายเป็น AI ขี้เถียงแบบสุดโต่ง
เสียงสะท้อนจากผู้ใช้จริงที่จ่ายเงินซื้อบริการ มองว่าอัปเดตใหม่ของ Claude เปลี่ยนเพื่อนร่วมงานที่รู้ใจให้กลายเป็นคู่กรณีที่พร้อมหาเรื่องเถียงทุกคำพูด
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 3 นาที
บางทีการพยายามดัดนิสัย AI ไม่ให้เออออหอมหมกกับเราจนเกินไป อาจพาหลุดไปสู่อีกขั้วที่น่ารำคาญพอกัน
เคยรู้สึกไหมว่าบางทีเทคโนโลยีมันก็เดินหน้าไปแบบถอยหลังลงคลอง อันนี้ไม่ได้พูดลอยๆ เพราะมีเสียงบ่นจากผู้ใช้ตัวจริงบนเรดดิทที่จ่ายเงินซับสคริปต์ให้ Claude มาตั้งแต่ปีสองพันยี่สิบสาม ออกมาโวยดังๆ ว่าประสบการณ์ใช้งานหลังอัปเดตตัวเลขเวอร์ชันล่าสุด มันเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ชนิดที่เรียกว่าจำเค้าเดิมแทบไม่ได้เลย
เรื่องมันเริ่มจากความตั้งใจดีของทางค่าย Anthropic ที่อยากจะแก้ปัญหาอาการเออออหอมหมก หรือที่ในวงการเรียกกันว่า sycophancy อาการที่ AI เอาแต่ใจผู้ใช้ คอยแต่จะพยักหน้าเห็นด้วยกับทุกเรื่องแบบไม่ลืมหูลืมตา เพื่อไม่ให้คนใช้งานรู้สึกขัดใจ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาจากการแก้ปัญหานี้มันดันกลายเป็นตลกร้าย เพราะแทนที่ระบบจะมีความเป็นกลางมากขึ้น มันกลับกลายร่างเป็นพวกขี้เถียงแบบcompulsive contrarian ไปซะฉิบ
จากเดิมที่ผู้ใช้เคยชมว่ารุ่นเก่าๆ มีความนุ่มนวล เข้าอกเข้าใจบริบท และให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งทำงานอยู่กับเพื่อนร่วมงานที่มีเหตุมีผล ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว เวลาโยนโจทย์อะไรเข้าไป AI ตัวนี้มักจะตั้งป้อมหาเรื่องแย้งไว้ก่อนเสมอ ต่อให้เราจะเขียนคำสั่งพิเศษเตือนไว้ชัดเจนขนาดไหนว่าไม่ต้องมานั่งเล่นบทซาตานแอดโวเคตคอยขัดคอ กลิ่นอายความอวดดีและดื้อด้านนี้ก็ตามหลอกหลอนไปทุกแชท
อันนี้คือความน่าหงุดหงิดที่สุด เพราะมันไม่ใช่แค่การเสนอความเห็นต่างแบบมีชั้นเชิง แต่มันคือการเทศนาสั่งสอนจากมุมมองที่คิดว่าตัวเองถือศีลธรรมสูงส่งกว่า แถมยังชอบทำตัวเป็นโค้ชสายโหดที่คิดว่าผู้ใช้เปราะบางเกินกว่าจะรับความจริงได้ ทั้งที่จริงๆ แล้วตัว AI ต่างหากที่ตีโจทย์ผิด อ่านประเด็นไม่ออก แล้วกุคู่กรณีปลอมๆ ขึ้นมาเถียงเองเสร็จสรรพด้วยความมั่นใจเกินร้อย
พอมันเป็นแบบนี้ พลังงานครึ่งหนึ่งของผู้ใช้เลยต้องเสียไปกับการนั่งแก้ความเข้าใจผิดของบอท มากกว่าที่จะได้เดินหน้าทำงานจริง ความปลอดภัยทางใจในการสร้างสรรค์งานร่วมกันพังทลายลงหมด การแก้ปัญหาอาการเออออด้วยการพุ่งไปอีกขั้วแบบสุดโต่ง มันสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า การที่ระบบคอยแต่จะหาเรื่องค้านทุกคำพูดไม่ได้แปลว่ามันฉลาดขึ้น แต่มันแค่มืออาชีพในการเล่นละครเป็นคนคิดวิเคราะห์ต่างหาก
ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ใช้รายนี้เลยเลือกที่จะย้ายเวิร์กโฟลว์ประจำวันกลับไปซบซอกรุ่นอื่นที่ยังเคารพคำสั่งและรักษาบรรยากาศการทำงานร่วมกันไว้ได้ โดยไม่ต้องมานั่งทนฟังคำสั่งสอนสั่งสอนจากระบบที่เพี้ยนไปจากเดิม เรื่องนี้มันเลยกลายเป็นบทเรียนราคาแพงว่า การจูนหุ่นยนต์ให้ฉลาดขึ้น บางทีก็ยากกว่าการทำให้มันทำตัวน่ารักเป็นเพื่อนคุยซะอีก
การสร้าง AI ให้มีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่ได้แปลว่าต้องอนุญาตให้มันทำตัวเป็นคู่กรณีที่พร้อมหาเรื่องเถียงผู้ใช้ในทุกย่างก้าว ความบาลานซ์ที่หายไปตรงนี้แหละที่จะเป็นตัวคัดกรองว่าใครจะอยู่หรือใครจะไป
ที่มา: Reddit r/ClaudeAI — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 0
กำลังโหลดความคิดเห็น...