ข่าวเด่น
AI / Windows
ไมโครซอฟต์นัดเปิดตัว Windows กับ Surface วันที่ 7 ตุลาคมนี้ หลังเงียบหายไปกว่า 2 ปี
รอบนี้ไม่ใช่แค่อัปเดตฟีเจอร์ แต่ไมโครซอฟต์จะพูดเรื่อง AI ที่รันบนเครื่องเองว่าจะเปลี่ยน Windows ไปยังไง
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 3 นาที
คำว่า "local AI" ในประกาศครั้งนี้คือสัญญาณว่าไมโครซอฟต์กำลังเดิมพันว่า AI ต้องรันบนเครื่องเรา ไม่ใช่แค่บนคลาวด์
ผผ่านไปกว่าสองปีเต็มตั้งแต่ไมโครซอฟต์จัดงานใหญ่สำหรับ Windows ครั้งล่าสุด ล่าสุดบริษัทประกาศว่าจะจัดอีเวนต์ที่ซานฟรานซิสโกในวันที่ 7 ตุลาคมนี้ เพื่อวางแนวทางอนาคตของ Windows และอุปกรณ์ตระกูล Surface
จุดที่น่าสนใจไม่ใช่วันจัดงาน แต่คือถ้อยคำที่ไมโครซอฟต์ใช้โปรโมตงานครั้งนี้ ต้นฉบับจาก The Verge เล่าว่าบริษัทบอกว่าจะจัด "บทสนทนาเกี่ยวกับว่า local AI จะกำหนดบทต่อไปของ..." (ประโยคถูกตัดไว้แค่นั้นในทีเซอร์) ซึ่งคำว่า local AI เนี่ยแหละคือหัวใจทั้งหมดของงานนี้
คำว่า local AI หมายถึง AI ที่ประมวลผลบนตัวเครื่องเอง ไม่ต้องส่งข้อมูลขึ้นคลาวด์ทุกครั้ง ซึ่งที่ผ่านมาไมโครซอฟต์ผลักดัน Copilot ที่พึ่งพาคลาวด์เป็นหลัก แต่ทิศทาง local AI กำลังเป็นกระแสที่ทั้งวงการกำลังจับตา เพราะมันเกี่ยวกับทั้งความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ความเร็วในการตอบสนอง และต้นทุนที่ผู้ใช้ไม่ต้องจ่ายค่าประมวลผลทางไกล
การที่ไมโครซอฟต์เลือกหยิบคำนี้มาใช้เป็นแกนของการโปรโมตงาน หมายความว่าพวกเขาน่าจะมีอะไร konkret มาประกาศ ไม่ใช่แค่พูดถึง Copilot เวอร์ชันใหม่สไตล์เดิมๆ ที่เราคุ้นกันมาแล้ว
การเว้นช่วงถึงสองปีระหว่างงานใหญ่ Windows สองครั้ง บอกอะไรได้เยอะ ในโลกที่คู่แข่งอย่างแอปเปิลกับกูเกิลออกอัปเดตระบบปฏิบัติการปีละครั้ง ไมโครซอฟต์ปล่อยให้รอบนี้ยืดออกไปนานผิดปกติ ซึ่งอาจหมายความว่าพวกเขากำลังรอให้เทคโนโลยี local AI พร้อมจริงก่อนจะเปิดตัวครั้งใหญ่
ถ้าเดากันตามข้อมูลที่มี งานวันที่ 7 ตุลาคมนี้คงไม่ใช่แค่โชว์ฮาร์ดแวร์ Surface รุ่นใหม่ แต่จะเป็นการวางตำแหน่งว่า Windows ในยุคถัดไปจะทำงานร่วมกับ AI บนเครื่องยังไง ซึ่งถ้าทำได้จริงและทำได้ดี นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คนกลับมาสนใจ Windows ในฐานะแพลตฟอร์ม AI แทนที่จะมองเป็นแค่ระบบปฏิบัติการสำหรับเปิดโปรแกรมทำงาน
local AI ไม่ใช่แค่คำฮิตที่ไมโครซอฟต์หยิบมาใส่ทีเซอร์สวยๆ แต่มันคือคำถามใหญ่ว่าพวกเขาจะแก้ปัญหาคอขวดด้านประสิทธิภาพและความเป็นส่วนตัวได้จริงหรือเปล่า งานวันที่ 7 ตุลาคมนี้จะตอบได้ว่าที่เงียบมาสองปีนั้นคุ้มค่าหรือแค่ทำให้ตามหลังคู่แข่งไกลขึ้นอีกก้าว
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 4
กำลังโหลดความคิดเห็น...