เจาะประเด็น
Gadgets
ทำไม LeapPad ถึงสู้ iPad ไม่ได้ ทั้งที่มันเกิดก่อนและตั้งใจดีกว่ากันเยอะ
ของเล่นที่เคยฮอตที่สุดในอเมริกาคือ "หนังสือ" เล่มหนึ่ง แล้วจู่ๆ มันก็หายไปจากชั้นวาง
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 4 นาที
บางทีสินค้าที่ออกแบบมาดีที่สุดสำหรับเด็ก อาจแพ้ของที่ออกแบบมาเพื่อทุกคน
ลองนึกภาพว่าของเล่นที่ฮอตที่สุดในอเมริกาช่วงหนึ่ง ไม่ใช่หุ่นยนต์ ไม่ใช่ตุ๊กตา แต่เป็น "หนังสือ" เล่มหนึ่ง หนังสือที่กดแล้วมีเสียง ตอบสนองการแตะ และช่วยสอนเด็กอ่านออกเขียนได้ มันคือ LeapPad จาก LeapFrog แล้วทำไมของแบบนี้ถึงครองตลาดได้อยู่พักใหญ่ แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายให้ iPad แบบไม่ทันตั้งตัว
The Verge เอาเรื่องนี้มาขยี้ในพอดแคสต์ Version History โดย David Pierce หยิบประวัติของ LeapPad มาถกกัน ซึ่งมันน่าสนใจตรงที่มันไม่ใช่แค่เรื่องของเล่นเด็ก แต่มันคือเรื่องของ "การออกแบบเพื่อคนกลุ่มเดียว" ปะทะ "อุปกรณ์ที่ทำได้ทุกอย่าง"
LeapFrog ไม่ใช่บริษัทที่เล่นๆ เขาตั้งใจสร้างเครื่องมือการเรียนรู้สำหรับเด็กโดยเฉพาะ LeapPad ถูกออกแบบมาให้ทนมือเด็ก ใช้งานง่าย และที่สำคัญคือเนื้อหาทั้งหมดถูกคัดมาแล้วว่าปลอดภัย พ่อแม่ซื้อแล้วอุ่นใจ ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าลูกจะไปเจออะไรไม่ดีเข้าที่นั่น
แต่จุดนี้แหละที่กลายเป็นดาบสองคม การที่มันเป็น "ของเล่นเพื่อการเรียนรู้" มันก็ผูกตัวเองไว้กับภาพนั้น — ของเล่น ไม่ใช่เครื่องมือ พอ iPad เปิดตัวในปี 2010 ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในพริบตา
iPad ทำได้ทุกอย่างที่ LeapPad ทำ แล้วก็ทำอย่างอื่นได้อีกเป็นร้อยอย่าง ดูการ์ตูน เล่นเกม วิดีโอคอลหาญาติ ถ่ายรูป วาดรูป ราคาก็ไม่ได้ต่างกันมากจนพ่อแม่ต้องคิดหนัก ในเมื่อซื้อ iPad เครื่องเดียวจบทั้งบ้าน ทำไมต้องซื้อ LeapPad ที่ทำได้อย่างเดียว
นี่ไม่ใช่เรื่องของสเปกหรือฟีเจอร์ มันเป็นเรื่องของ "กรอบความคิด" ที่เปลี่ยนไป LeapPad ถูกสร้างขึ้นมาในโลกที่พ่อแม่ยอมจ่ายแพงเพื่อซื้อของเล่นที่ดีที่สุดสำหรับลูก แต่ iPad มาพร้อมกับคำถามใหม่ว่า ทำไมต้องซื้อของเล่นแยก สำหรับเมื่อของทั่วไปก็ทำได้หมด
และที่เจ็บกว่านั้นคือ ราคา LeapPad สูงไม่ใช่เล่น พ่อแม่ต้องจ่ายแพงเพื่อได้ของเล่นที่ทำได้จำกัด ในขณะที่ iPad ให้มากกว่าหลายเท่าในราคาที่คนส่วนใหญ่พอเอื้อมถึงได้
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ของเล่นเด็ก มันคือ pattern ที่เราเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวงการเทค อุปกรณ์ที่ทำอย่างเดียวแต่ทำได้ดีมาก ถูกแทนที่ด้วยอุปกรณ์ที่ทำได้ทุกอย่างแต่ไม่ได้ดีที่สุดในทุกด้าน สมาร์ทโฟนฆ่ากล้องคอมแพกต์ สตรีมมิ่งฆ่าร้านเช่าวิดีโอ แล้ว AI ทั่วไปก็กำลังจะกลืนเครื่องมือเฉพาะทางอีกเพียบ
คำถามคือ แล้วของที่ "ตั้งใจดี" แต่ทำได้จำกัด จะอยู่รอดได้ยังไงในโลกที่คนอยากได้อะไรที่ยืดหยุ่นกว่า ถูกกว่า และทำได้มากกว่า คำตอบอาจจะไม่สวยหรูเท่าที่เราอยากได้ยิน
LeapPad ไม่ได้แพ้เพราะมันแย่ มันแพ้เพราะมันดีเกินไปในทางที่แคบเกินไป บทเรียนคือการออกแบบที่ดีต้องไม่ใช่แค่ตอบโจทย์วันนี้ แต่ต้องยืดหยุ่นพอสำหรับพรุ่งนี้ที่ยังไม่มา
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 0
กำลังโหลดความคิดเห็น...