เจาะประเด็น
Hardware / Storage
ทดสอบ microSD โหดสุดขีด 3 ปี เขียนข้อมูล 133 เพตะไบต์ ซานดิสก์พังยับเยิน 6 ใน 7 ใบ
การทดสอบที่ไม่มีใครกล้าทำแบบนี้มาก่อน เผยให้เห็นว่าแบรนด์ดังเบอร์ต้นของตลาดอาจไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่คิด
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 4 นาที
เคยสงสัยไหมว่าการ์ด microSD ที่ใส่ในกล้องวงจรปิดหรือโดรนมันจะทนได้แค่ไหน? คำตอบอาจทำให้คุณต้องคิดหนักก่อนซื้อแบรนด์แพงๆ อีกครั้ง
ผมว่าเรื่องนี้มันโคตรจะน่าสนใจเลยว่ะ เพราะปกติเราเห็นแต่รีวิวการ์ดหน่วยความจำแบบทดสอบทิ้งๆ ขว้างๆ เขียนข้อมูลไปสักสองสามรอบแล้วประกาศว่า "ผ่านฉลุย" แต่การทดสอบนี้มันคนละเรื่องเลย มันเป็นการทรมานการ์ดจริงๆ จังๆ ด้วยการเขียนข้อมูลต่อเนื่องยาวนานถึง 3 ปีเต็ม บนการ์ดจำนวน 351 ใบ จนข้อมูลรวมที่เขียนไปทั้งหมดแตะระดับ 133 เพตะไบต์
ฟังตัวเลข 133 เพตะไบต์แล้วอาจจะงงๆ ขออธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า นั่นคือประมาณ 133 ล้านกิกะไบต์ หรือถ้าจะให้เห็นภาพชัดกว่านั้น มันคือการเขียนข้อมูลทับการ์ดขนาด 128GB ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกินพันรอบต่อใบ ใครที่ใช้งานทั่วไปแบบถ่ายรูปแล้วลบทิ้งทั้งปีอาจจะเขียนข้อมูลได้ไม่ถึง 1 เพตะไบต์ด้วยซ้ำ นี่มันคือการเร่งเวลาจำลองการใช้งานหนักๆ หลายสิบปีให้จบใน 3 ปี
ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข แต่อยู่ที่ผลลัพธ์ต่างหาก ที่ทำให้ผมต้องหยุดอ่านแล้วคิดตามนานมาก เพราะเมื่อทดสอบจนการ์ดทุกใบพังหมด (ใช่ครับ อ่านไม่ผิด — ทดสอบจนกว่าจะตายทั้งหมด) ปรากฏว่า SanDisk ซึ่งเป็นแบรนด์ที่คนไทยรู้จักและไว้วางใจมากที่สุดแบรนด์หนึ่ง กลายเป็น "ตัวแปรที่แย่ที่สุด" ของการทดสอบนี้ โดยการ์ดที่ทดสอบทั้งหมด 7 ใบ พังไปถึง 6 ใบ ขณะที่แบรนด์อื่นๆ อย่าง Samsung หรือ Lexar ทำผลงานได้ดีกว่าแบบเทียบไม่ติด
การทดสอบนี้ถูกแชร์ใน Reddit ห้อง r/hardware โดยผู้ใช้ที่ลงทุนซื้อการ์ดหลายร้อยใบมาทดสอบแบบจริงจัง ไม่ใช่การรีวิวแบบผิวเผิน แต่ละใบถูกเขียนข้อมูลแบบเต็มความจุต่อเนื่องกันตลอดเวลา จนกระทั่งการ์ดเริ่มมีเซกเตอร์เสียหรือเขียนไม่ได้อีกต่อไป ถึงจะนับว่า "ตาย" แล้วค่อยเปลี่ยนใบใหม่
สิ่งที่น่าสนใจคือ การ์ดแต่ละใบไม่ได้ตายเพราะอายุการใช้งานของ NAND flash โดยตรง (เพราะถ้าเป็นแบบนั้นทุกแบรนด์ควรตายพร้อมๆ กัน) แต่ดันเป็นเรื่องของคุณภาพคอนโทรลเลอร์และการจัดการความร้อนภายในตัวการ์ดต่างหาก ที่ทำให้บางแบรนด์อยู่ได้เป็นหมื่นรอบการเขียน ในขณะที่บางแบรนด์ดันพังง่ายดายราวกับกระดาษ
ตรงนี้แหละที่มันน่าคิดต่อ เพราะถ้าคุณเป็นคนที่ใช้ microSD กับกล้องวงจรปิดที่ต้องเขียนข้อมูลทับตลอด 24 ชั่วโมง หรือใช้กับโดรนที่บันทึกวิดีโอความละเอียดสูงเป็นประจำ การเลือกการ์ดผิดแบรนด์ไม่ได้แปลว่าคุณจะเสียเงินเปล่า แต่มันแปลว่าคุณอาจเสียข้อมูลสำคัญไปด้วย และข้อมูลที่หายไปมันไม่สามารถเรียกคืนได้
SanDisk ไม่ใช่แบรนด์ถูกๆ ที่ไหนเลยนะครับ ราคาของมันสูงกว่าแบรนด์รองๆ พอสมควร เพราะอาศัยชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือที่สั่งสมมาหลายสิบปี แต่ผลทดสอบนี้กำลังบอกเราว่า ชื่อเสียงมันไม่ได้การันตีคุณภาพเสมอไป บางครั้งคุณอาจกำลังจ่ายแพงเพื่อซื้อ "แบรนด์" ไม่ใช่ซื้อ "ความทนทาน"
แน่นอนว่าผมไม่ได้บอกให้ทุกคนเทการ์ด SanDisk ทิ้งแล้วไปซื้อแบรนด์อื่นพรุ่งนี้เช้า เพราะการทดสอบนี้มันโหดร้ายเกินกว่าการใช้งานจริงของคนส่วนใหญ่ ถ้าคุณแค่ใช้ถ่ายรูปลงกล้องแล้วค่อยย้ายเข้าการ์ดใบใหญ่เดือนละครั้ง การ์ดทุกใบก็ทนทานพอสำหรับคุณอยู่ดี แต่มันคือสัญญาณเตือนว่าถ้าคุณอยู่ในกลุ่มที่ต้องใช้งานหนักจริงๆ ควรหันไปมองตัวเลือกอื่นที่พิสูจน์แล้วว่าอึดกว่า
สิ่งที่การทดสอบนี้สอนเรา
การ์ดแพงไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป ต้องดูที่สเปคและพฤติกรรมการใช้งานของตัวเองเป็นหลัก
ใครควรกังวล
คนที่ใช้กล้องวงจรปิด, กล้องแอคชัน, โดรน หรืออุปกรณ์ที่เขียนข้อมูลทับต่อเนื่องทุกวัน
ใครไม่ต้องสนใจ
คนที่ใช้งานทั่วไป ถ่ายรูปเป็นบางครั้ง หรือใช้กับมือถือที่อ่านอย่างเดียวเป็นหลัก
ฟันธงเลยว่า การทดสอบนี้คือกระจกสะท้อนวงการการ์ดหน่วยความจำทั้งวงการ มันพิสูจน์ว่าการตลาดกับความจริงมันคนละเรื่องกัน และถ้าใครยังยึดติดกับแบรนด์โดยไม่ดูข้อมูลจริงๆ ก็พร้อมจะเสียเงินแพงๆ เพื่อซื้อของที่ไม่ได้ดีไปกว่าคู่แข่งราคาถูกกว่า นี่ไม่ใช่เรื่องของ SanDisk เพียงแบรนด์เดียว แต่มันคือบทเรียนว่าผู้บริโภคต้องฉลาดกว่าที่เคยเป็นมา
ที่มา: Reddit r/hardware — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 5
กำลังโหลดความคิดเห็น...