เจาะประเด็น
Cybersecurity / Policy
รัฐบาลทรัมป์เปิดทางบริษัทเอกชนยิงไซเบอร์โจมตีข้ามชาติ นี่คือการโอนอำนาจสงครามให้เอกชนจริงๆ หรือ?
ไม่ใช่แค่ตั้งรับอีกต่อไป ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ เตรียมมอบอำนาจให้เอกชนบุกโจมตีเครือข่ายอาชญากรต่างชาติแบบมีรัฐหนุนหลัง
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 4 นาที
นี่ไม่ใช่ข่าวลือหรือร่างนโยบายหลุดจากวงในอีกต่อไป เมื่อวานนี้ (ตามเวลาในสหรัฐฯ) ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามในบันทึกประธานาธิบดี (Presidential Memorandum) เปิดทางให้บริษัทเอกชนสามารถปฏิบัติการโจมตีทางไซเบอร์ต่ออาชญากรต่างชาติได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยอยู่ภายใต้ "การควบคุมและกำกับดูแล" ของรัฐบาลกลาง
ฟังดูเผินๆ เหมือนเป็นการแก้เกมรับมือแก๊งแฮกเกอร์รัสเซีย เกาหลีเหนือ หรือจีน ที่สร้างความเสียหายให้สหรัฐฯ มานับไม่ถ้วน แต่ถ้าอ่านให้ลึกกว่านั้น นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของหลักการสงครามไซเบอร์โลก ที่เส้นแบ่งระหว่าง "รัฐ" กับ "เอกชน" กำลังเลือนรางลงไปอย่างน่าตกใจ
เดิมทีการโจมตีทางไซเบอร์เชิงรุกถือเป็นอภิสิทธิ์ของหน่วยงานข่าวกรองและกองทัพเท่านั้น เพราะมันคือปฏิบัติการลับที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ใครจะโดนโจมตี ตอนไหน หนักแค่ไหน เรื่องแบบนี้รัฐต้องควบคุมเองทั้งหมด แต่แผนใหม่นี้เท่ากับเป็นการบอกว่า "เฮ้ พวกแกจัดการเองได้เลย ขอแค่เรารู้ว่าแกทำอะไร" ซึ่งมันเปิดช่องโหว่ทางกฎหมายและจริยธรรมอีกเพียบ
รายงานจาก Bloomberg ระบุว่าโครงการนี้เปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนที่ได้รับอนุญาตปฏิบัติการเฝ้าระวัง (surveil) และทำลายเครือข่ายอาชญากร (disrupt) ได้เต็มรูปแบบ ซึ่งคำว่า "disrupt" ในภาษาสายมืดไม่ได้หมายถึงแค่ปิดเว็บไซต์ แต่รวมถึงการวางมัลแวร์ ลบข้อมูล หรือทำให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานของพวกเขาพังพินาศ
คำถามสำคัญที่ทุกคนอยากรู้คือ แล้วใครจะเป็นคนเลือกเป้าหมาย? ใครรับผิดชอบถ้าพลาดโดนโรงพยาบาลหรือโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนของประเทศที่สาม? เพราะในโลกไซเบอร์ การโจมตีไม่เคยแม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ และปลอกกระสุนมันไม่เขียนชื่อใครไว้
ผมมองว่านี่คือดาบสองคมที่อันตรายที่สุดเล่มหนึ่งในประวัติศาสตร์นโยบายไซเบอร์ของสหรัฐฯ ฟังดูดีในเชิงปฏิบัติ เพราะบริษัทเอกชนอย่าง CrowdStrike หรือ Mandiant มีความสามารถสูงพอๆ กับหน่วยงานรัฐบางแห่ง แต่การให้ภาคเอกชนถืออาวุธสงครามโดยมีรัฐเป็นผู้คุมเกม มันเหมือนการจ้างทหารรับจ้างไปรบแทนทหารประจำการ
ถามว่ามันจะได้ผลไหม? ได้ผลแน่นอนในระยะสั้น เพราะความคล่องตัวของเอกชนสูงกว่าระบบราชการเยอะ แต่ระยะยาวเรากำลังสร้างบรรทัดฐานใหม่ว่า "บริษัทรักษาความปลอดภัย" สามารถเป็น "กองทัพส่วนตัว" ได้ ซึ่งถ้าแนวคิดนี้แพร่หลายไปยังประเทศอื่นๆ ที่ไร้ธรรมาภิบาล โลกไซเบอร์จะกลายเป็นป่าที่ใครมีเงินก็ยิงกันได้ และนั่นคือฝันร้ายที่สุดของทุกคน
อีกประเด็นที่คนไม่พูดถึงคือเรื่องความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ถ้าบริษัทเอกชนทำพลาดแล้วเกิดความเสียหาย collateral damage ขึ้นมา ใครจะถูกสอบสวน? CEO ของบริษัทนั้น หรือรัฐมนตรีกลาโหม? เรื่องแบบนี้ในกระดาษมันดูสวยหรู แต่ในสนามจริงมันคือความยุ่งเหยิงที่รอวันระเบิด
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ทรัมป์กำลังทำคือการ "outsource" สงครามไซเบอร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทั้งประเทศประชาธิปไตยและเผด็จการต่างจับตามอง เพราะถ้าสหรัฐฯ ทำได้ จีนและรัสเซียก็จะทำได้เหมือนกัน และตอนนั้นเราทุกคนจะต้องมานั่งลุ้นว่า "บริษัทเอกชน" รายไหนจะรับจ็อบโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเรา
นโยบายนี้คือการพนันครั้งใหญ่ที่อาจได้กำไรในระยะสั้น แต่เสี่ยงให้ทั้งโลกเข้าสู่ยุค "สงครามรับจ้างไซเบอร์" แบบที่ไม่มีใครควบคุมได้จริง ถ้ารัฐบาลสหรัฐฯ คิดจริงจังกับเรื่องนี้ พวกเขาต้องวางกฎเหล็กเรื่องความรับผิดชอบและความโปร่งใสให้ชัดเจนก่อนจะปล่อยหมาเข้าบ้าน ไม่เช่นนั้นวันหนึ่งดาบเล่มนี้จะหันกลับมาฟันคนที่ถือมันเอง
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 4
กำลังโหลดความคิดเห็น...