เจาะประเด็น
AI / Coding
AI ที่คุณใช้อยู่ทุกวัน อาจเป็นแค่ระบบค้นหาขั้นสูง ไม่ใช่ "ความฉลาด" ที่คุณคิด
นักเขียนจาก Hacker News ตั้งคำถามตรงๆ ว่า AI ในปัจจุบันมันฉลาดจริง หรือแค่จำบทเรียนมาแล้วตอบได้ดีกว่าที่เราคิด?
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 4 นาที
ถ้าเรายอมรับว่า AI คือ "เครื่องมือค้นหาที่เร็วขึ้น" บางทีเราอาจจะผิดหวังน้อยลง และใช้งานมันได้ฉลาดขึ้นด้วยซ้ำ
เราคงต้องหยุดเรียกทุกอย่างว่า "AI" แล้วล่ะ เพราะตอนนี้คำๆ นี้มันกลายเป็นคำครอบจักรวาลไปแล้ว ใครทำอะไรก็เอา AI ไปแปะหมด จนความหมายมันพร่าเลือนไปหมด บทความล่าสุดจากบล็อกของ Philip Wadler นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชื่อดัง ตั้งชื่อไว้โจ๋งครึ่มว่า "There Is No AI" หรือ "ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า AI" ซึ่งฟังดูเหมือนประโยคยั่วโมโห แต่แก่นของมันคือการท้าทายความเข้าใจของเราที่มีต่อเทคโนโลยีที่เรากำลังกราบไหว้กันอยู่ทุกวันนี้
ประเด็นมันอยู่ตรงนี้—สิ่งที่เราเรียกกันติดปากว่า "AI" ในตอนนี้ จริงๆ แล้วมันคือระบบเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ที่ถูกฝึกด้วยข้อมูลมหาศาล มันไม่ได้ "คิด" หรือ "เข้าใจ" ความหมายของสิ่งที่มันตอบเลยแม้แต่นิดเดียว มันแค่คำนวณหาคำตอบที่น่าจะถูกต้องที่สุดจากแพทเทิร์นที่มันเคยเห็นมา และเพราะมันทำได้เร็วและแม่นยำจนเกินกว่ามนุษย์จะตามทัน เราก็เลยเผลอคิดไปว่ามันมี "ความฉลาด" บางอย่างแอบซ่อนอยู่
ลองคิดตามง่ายๆ นะ สมมติว่าคุณอ่านหนังสือมาแล้วหนึ่งล้านเล่ม คุณจะตอบคำถามได้ครอบคลุมและลื่นไหลมากกว่าคนที่อ่านมาแค่สิบเล่มแน่นอน แต่การที่คุณตอบได้ดี ไม่ได้แปลว่าคุณเข้าใจแก่นแท้ของทุกเรื่องที่อ่านมาใช่ไหมล่ะ? AI ก็เหมือนกัน มันถูกป้อนข้อมูลระดับเพตะไบต์ (Petabyte) แล้วเรียนรู้ว่าประโยคแบบไหนที่มนุษย์มักจะเขียนตามหลังประโยคแบบนี้ มันคือเทคนิคการเดาคำถัดไปอันชาญฉลาด ไม่ใช่กระบวนการคิดวิเคราะห์แบบที่สมองมนุษย์ทำ
บทความชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดที่น่าสนใจมาก—AI ไม่มี "สามัญสำนึก" (Common Sense) มันไม่รู้ว่าอะไรเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ในโลกแห่งความจริง ถ้าคุณถามมันว่าม้าขี่มนุษย์ได้ไหม มันอาจจะตอบว่าได้ เพราะในข้อมูลที่มันเรียนรู้ มีประโยคเกี่ยวกับคนขี่ม้าอยู่เต็มไปหมด แต่ไม่เคยมีใครเขียนประโยค "ม้าขี่คน" ลงในฐานข้อมูล มันจึงไม่รู้ว่ามันผิดหลักตรรกะขนาดไหน มันแค่ตอบตามความน่าจะเป็นของคำที่ต่อเนื่องกันเท่านั้น
นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงเห็น AI ทำพลาดแบบที่เด็กประถมยังไม่ทำ เช่น ใส่ส่วนผสมที่ไม่เกี่ยวข้องลงในสูตรอาหาร หรือแนะนำวิธีซ่อมคอมที่อันตรายจนอาจทำให้ไฟช็อตได้ เพราะมันไม่เคย "ประสบ" กับโลกจริง มันแค่ "อ่าน" เกี่ยวกับโลกมาเท่านั้น
ในวงการเทคโนโลยีตอนนี้ มีคนสองกลุ่มที่เถียงกันไม่จบ กลุ่มแรกคือคนที่เชื่อว่า AI กำลังจะมาแทนที่มนุษย์ทุกอย่าง เรียกได้ว่าเป็นพวก AI Hype สุดขั้ว อีกกลุ่มคือคนที่มองว่า AI เป็นแค่ฟีเจอร์โฆษณา ไม่ได้มีอะไรวิเศษจริงจัง Wadler ดูเหมือนจะเอนไปทางกลุ่มหลัง แต่ไม่ได้ถึงขั้นดูถูกเทคโนโลยี เขากำลังบอกว่าเรากำลังเข้าใจผิดเกี่ยวกับธรรมชาติของเครื่องมือที่เราสร้างขึ้นมาเอง
การที่เราตั้งชื่อมันว่า "ปัญญาประดิษฐ์" (Artificial Intelligence) นี่แหละคือต้นตอของปัญหา เพราะคำว่า "ปัญญา" มันมีความหมายหนักแน่นเกินไป มันทำให้เราคาดหวังว่าเครื่องจักรจะมีความคิดเป็นของตัวเอง มีความคิดสร้างสรรค์ มีเจตนารมณ์ แต่ในความเป็นจริง มันเป็นเพียง "เครื่องมือขยายความสามารถในการค้นคืนข้อมูล" ที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างมาเท่านั้นเอง
การเรียกชื่อผิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเชิงปรัชญา แต่มันส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิธีที่เราพัฒนาและใช้งานเทคโนโลยีนี้ หากเราคิดว่ามันฉลาด เราก็จะไว้วางใจมันมากเกินไปในเรื่องสำคัญ เช่น การวินิจฉัยโรค หรือการขับรถยนต์ แต่ถ้าเรารู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ เราจะรู้ขอบเขตของมัน และใช้มันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยไม่ประมาท
มองให้ทะลุ
AI ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต มันคือซอฟต์แวร์ที่เก่งในการเลียนแบบภาษา แต่ไม่ได้เข้าใจความหมายของชีวิต
ใช้ให้ถูกทาง
มันเหมาะกับงานที่ต้องประมวลผลข้อมูลปริมาณมากและมีแพทเทิร์นชัดเจน ไม่ใช่งานที่ต้องใช้วิจารณญาณหรือความรับผิดชอบ
อนาคตอันใกล้
เราจะยังเห็น AI พัฒนาต่อไปเรื่อยๆ แต่การพัฒนานั้นจะเป็นการปรับปรุงอัลกอริทึมให้เดาได้แม่นยำขึ้น ไม่ใช่การสร้างจิตสำนึกเทียมขึ้นมาบนเซิร์ฟเวอร์
ผมว่านี่เป็นบทความที่คนรักเทคโนโลยีควรอ่าน เพราะมันช่วยลดอีโก้ของเรา down ลงมาได้เยอะ เราชอบคิดว่าเรากำลังยืนอยู่จุดสูงสุดของวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี แต่ความจริงแล้วเราอาจจะแค่กำลังเล่นกับของเล่นที่ซับซ้อนจนเราเองก็แยกไม่ออกว่ามันคืออะไรกันแน่ การยอมรับว่า AI ไม่ได้ฉลาดเท่าที่โฆษณา ไม่ได้ทำให้เราด้อยค่า แต่กลับทำให้เราฉลาดขึ้นในการใช้มันต่างหาก
ฟันธงให้เลย—AI ในปัจจุบันคือ "เครื่องมือค้นหาภาษามนุษย์ขั้นสุดยอด" ไม่ใช่ "สมองกล" ที่จะมาคิดแทนเราได้ มันคือลูกตุ้มยักษ์ที่เหวี่ยงแรงมาก แต่ถ้าเราไม่เข้าใจว่ามันถูกเหวี่ยงมาอย่างไร เราจะโดนมันทับตายโดยไม่รู้ตัว
ที่มา: Hacker News (Coding/Agent) — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 6
กำลังโหลดความคิดเห็น...