เจาะประเด็น
Creator Economy
Google จับ MrBeast ไปเข้าป่า หวังใช้ AI ตีตลาดสายเอาต์ดอร์
ดีลหลายปีที่ไม่ได้จ่ายแค่เงิน แต่คือการเอาผู้ชายที่เด็กทั้งโลกดูอยู่ไปจูงมือ Gemini เดินป่า
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 3 นาที
คำถามคือ AI จะช่วยคนหลงป่าได้จริง หรือแค่ของแต่งฉากให้ดูเท่ในวิดีโอ 20 นาทีที่มียอดวิว 200 ล้าน?
พูดกันตรงๆ เลย กูเกิลไม่ได้โง่ที่จ่ายเงินก้อนโตให้ MrBeast แต่ที่ฉลาดคือมันรู้วิธีใช้ของที่ตัวเองมีอยู่อย่าง Gemini ไปผูกกับบริบทที่คนดูแล้วอินจริงๆ ไม่ใช่โชว์แชทบอทตอบคำถามคณิตศาสตร์ในสตูดิโอเย็นๆ
ข่าวนี้มาจาก The Verge บอกว่า MrBeast จะพา Gemini, Google Health และ Fitbit Air ไปโผล่ในวิดีโอของเขาเอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพาร์ตเนอร์ชิพระยะหลายปีกับกูเกิล โดยวิดีโอแรกที่จะออกอากาศวันที่ 5 กันยายนนี้ คือการที่ Jimmy กับทีมงานต้องเอาตัวรอดในป่าโดยใช้ Gemini เป็นที่ปรึกษา
ฟังดูอาจเหมือนคอนเทนต์สายเอาชีวิตรอดทั่วไปที่ MrBeast ถนัด แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่า กูเกิลเลือกที่จะไม่ทำโฆษณาแบบเดิมๆ ที่ยัด AI เข้าไปในชีวิตประจำวันแบบเพ้อฝัน แต่มันเลือกสนามที่ "ตายได้จริง" — การหลงป่า ไม่มีสัญญาณ ไม่มีน้ำ ไม่มีทางออก แล้วให้ Gemini เป็นตัวช่วยสุดท้าย
แค่นี้ก็บอกอะไรได้เยอะแล้วว่ากูเกิลกำลัง repositioning Gemini จาก "ผู้ช่วยในจอ" มาเป็น "เครื่องมือเอาตัวรอด" ซึ่งเป็นภาพจำที่ทรงพลังกว่าการตอบอีเมลหรือสรุปเอกสารเป็นสิบเท่า
คนดู MrBeast ส่วนใหญ่คือเด็กและวัยรุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ได้เปิดใจให้ AI ง่ายๆ เสมอไป การที่พวกเขาเห็นไอดอลของตัวเองใช้ Gemini แก้ปัญหาเฉพาะหน้าในสถานการณ์กดดันจริงๆ มันสร้างความเชื่อใจที่โฆษณา 30 วินาทีทำไม่ได้ทั้งแคมเปญ
แต่ที่ต้องจับตามองคือ "ความจริงใจ" ของคอนเทนต์ ถ้าฉากมันดูเวอร์เกินไป เช่น Gemini พูดถูกทุกอย่างเป๊ะแบบไม่มีพลาด หรือ AI ตอบได้ทั้งที่ไม่มีสัญญาณ (ซึ่งในป่าจริงๆ มันเป็นไปไม่ได้ถ้าไม่มีดาวเทียม) เดี๋ยวเด็กๆ ที่ดูเป็นจะรู้ทัน แล้วแบรนด์จะเสียของมากกว่าที่ได้
อีกจุดที่กูเกิลแทรกเข้ามาคือ Fitbit Air ซึ่งเป็นสมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่ที่ยังไม่เปิดตัวเต็มรูปแบบ การได้ MrBeast ใส่ข้อมือในวิดีโอที่มียอดดูระดับร้อยล้าน คือการตลาดแบบเนียนๆ ที่ไม่ต้องซื้อโฆษณา Super Bowl ให้แพงโดยใช่เหตุ
Google Health ในป่า?
นอกจาก Gemini แล้ว กูเกิลยังดัน Google Health เข้ามาในพาร์ตเนอร์ชิปนี้ด้วย ฟีเจอร์สุขภาพบนอุปกรณ์สวมใส่กำลังเป็นสนามรบที่ Apple ยึดครองมานาน และนี่คือหมากของกูเกิลที่จะแทรกตัวเองเข้าไปในไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ผ่านคอนเทนต์ที่เขาดูจริง
ถามว่านี่คือการตลาดที่แน่นหนาไหม? ตอบเลยว่าโคตรแน่น เพราะมันไม่ได้ขายฟีเจอร์ มันขาย "ความไว้ใจในยามฉุกเฉิน" ซึ่งเป็นอารมณ์ที่คนดูแล้วจำติดหัวไปอีกนาน ต่างจากคู่แข่งอย่าง OpenAI ที่ยังเน้นโชว์เดโม่ในงานอีเวนต์เป็นหลัก
ประเด็นที่คนอาจมองข้ามคือ การที่ MrBeast รับงานพาร์ตเนอร์ชิประยะหลายปีแบบนี้ มันสะท้อนว่าเขากำลังเปลี่ยนสถานะจาก "ครีเอเตอร์" ไปเป็น "สื่อโฆษณาชั้นสูง" ที่แบรนด์ยักษ์ใหญ่ยอมจ่ายเพื่อเข้าถึงกลุ่มคนที่ทีวีไม่มีวันจับต้องได้ และนี่คือเทรนด์ที่มาแน่ๆ ในอีก 5 ปีข้างหน้า
สุดท้ายนี้ ต้องรอดูวิดีโอจริงว่า Gemini จะถูกนำเสนอแบบไหน ถ้าทำออกมาสมจริง มีทั้งข้อผิดพลาดบ้างตามธรรมชาติ มนุษย์อย่าง MrBeast ก็ต้องใช้ดุลยพินิจร่วมกับ AI — แบบนั้นแหละจะเวิร์ก แต่ถ้าทำให้ AI ดูเป็นพระเจ้ารู้ทุกอย่าง ล่ะก็ เสียของแน่นอน
กูเกิลกำลังเล่นเกมที่ไม่มีใครเล่นเป็น มันไม่ได้ขาย AI ให้คนดู มันขาย AI ให้คนที่ "ดู MrBeast แล้วอยากเป็นเหมือนเขา" ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่แพงแต่คุ้มที่สุดเท่าที่กูเกิลเคยทำมาในยุค AI นี้
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 6
กำลังโหลดความคิดเห็น...