เจาะประเด็น
Data / Government
เมื่อสำมะโนประชากรสหรัฐฯ สั่งเปลี่ยนคำว่า AI ให้เป็น Super Intelligence
เรื่องชวนขำปนงงเมื่อหน่วยงานรัฐจับคำศัพท์มาแปลงโฉมตามคำสั่งเบื้องบน ส่งผลให้สถิติการใช้งานเทคโนโลยีพลิกโฉมหน้าไปโดยปริยาย
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 4 นาที
การเปลี่ยนชื่อเรียกในเอกสารทางการไม่เพียงแต่สร้างความสับสนให้ผู้ตอบแบบสอบถาม แต่ยังทำให้ตัวเลขสถิติกลายเป็นเรื่องที่ต้องอ่านให้ดีก่อนจะตีความ
อยู่ดีๆ ทางการสหรัฐฯ ก็ลุกขึ้นมาเปลี่ยนคำเรียกเทคโนโลยีที่เราคุ้นหูกันดีอย่าง AI ให้กลายเป็นศัพท์แสงใหม่ที่ฟังดูอลังการกว่าเดิม เรื่องนี้เริ่มต้นจากการที่สำนักสำมะโนประชากรแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ U.S. Census Bureau ต้องปรับเปลี่ยนแบบสำรวจธุรกิจประจำสัปดาห์ตามคำสั่งฝ่ายบริหาร จนกลายเป็นประเด็นน่าสนใจในแวดวงนักวิเคราะห์ข้อมูลที่คอยจับตาดูตัวเลขการใช้งานเทคโนโลยี
เรื่องมันเริ่มจากความพยายามที่จะเช็คว่าบริษัทใหญ่ๆ ในสหรัฐฯ เขามีการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในองค์กรกันมากน้อยแค่ไหนผ่านแบบสำรวจ Business Trends and Outlook Survey หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า BTOS ซึ่งทางสำนักฯ จะส่งแบบสำรวจนี้ไปหาบริษัทรอบละสองแสนแห่งหมุนเวียนกันไป เพื่อเก็บข้อมูลอัปเดตสถิติทุกๆ สัปดาห์สลับเดือนกันไป
ถ้าเราย้อนดูข้อมูลเมื่อช่วงปลายปี 2025 ตัวเลขการยอมรับและใช้งานเทคโนโลยีในบริษัทที่มีพนักงานสองร้อยห้าสิบคนขึ้นไปดูเหมือนจะเติบโตช้าลง จนกระทั่งมีการปรับเปลี่ยนคำถามในแบบสำรวจจากเดิมที่เคยถามเจาะจงแค่ว่าใช้ในการผลิตสินค้าหรือบริการไหม เปลี่ยนเป็นถามกว้างขึ้นว่าใช้ในฟังก์ชันการทำงานส่วนไหนของธุรกิจบ้าง
การเปลี่ยนขอบเขตคำถามในตอนนั้นทำให้ตัวเลขพุ่งกระโดดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะธุรกิจเริ่มนับรวมการใช้เครื่องมืออัตโนมัติในฝ่ายอื่นๆ เช่น การตลาด การเขียนโค้ด หรือบริการลูกค้า เข้าไปด้วย ทำให้กราฟสถิติเปลี่ยนทิศทางไปจากเดิมแบบหน้ามือเป็นหลังมือ
แต่ความพีคยังไม่หยุดแค่นั้น เพราะล่าสุดเมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2026 ทางหน่วยงานต้องปรับฟอร์มคำถามอีกรอบเพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งบริหารฉบับใหม่ งานนี้เลยไม่ได้ใช้คำว่า Artificial Intelligence อีกต่อไปแล้ว แต่ถูกบังคับให้เปลี่ยนไปใช้คำว่า Super Intelligence หรือ SI แทนแบบเต็มตัว
ในแบบสำรวจรุ่นใหม่จึงต้องใส่ข้อความวงเล็บอธิบายต่อท้ายไว้เสร็จสรรพว่าเคยถูกเรียกว่าอะไรมาก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าของธุรกิจที่ได้รับแบบสำรวจเกิดอาการงงงวยว่ามันคือเทคโนโลยีตัวเดียวกันไหม ถึงแม้ว่าการใช้คำว่า Super Intelligence ในเอกสารราชการแบบนี้จะดูตลกและเกินจริงไปสักหน่อยสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันที่เทคโนโลยียังไม่ได้ไปถึงจุดนั้นจริงๆ
คำถามใหญ่ที่หลายคนสงสัยคือ การเปลี่ยนชื่อเรียกกลางคันแบบนี้จะไปกวนตัวเลขสถิติที่เก็บมาต่อเนื่องหรือเปล่า เพราะผู้ประกอบการบางรายอาจจะเว้นช่วงไปนานถึงสิบสองสัปดาห์กว่าจะวนกลับมาตอบแบบสำรวจอีกรอบ การใช้ศัพท์แสงใหม่ที่ดูแปลกแยกอาจทำให้การเก็บข้อมูลมีความคลาดเคลื่อนได้เหมือนกัน
การเปลี่ยนชื่อเรียกบนกระดาษไม่ได้ทำให้เทคโนโลยีฉลาดขึ้นจริงๆ แต่กลับสร้างความปวดหัวให้กับนักวิเคราะห์ข้อมูลที่ต้องมาคอยแกะรอยความหมายเบื้องหลังตัวเลขสถิติเหล่านี้
ที่มา: Simon Willison's Weblog — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 0
กำลังโหลดความคิดเห็น...