อัปเดต
AI
แอปเปิ้ลส่งฟีเจอร์ฟังเสียงรอบตัวลง Apple Watch เบต้า
เมื่อนาฬิกาข้อมือเริ่มฟังทุกบทสนทนาเพื่อสรุปผลให้คุณแบบเรียลไทม์
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 2 นาที
การยัด AI มาไว้บนนาฬิกาข้อมือที่อยู่ติดตัวตลอดเวลา กำลังท้าทายเส้น,บางๆ ระหว่างความสะดวกกับความเป็นส่วนตัวแบบสุดๆ
แอปเปิ้ลกำลังทำให้เส้นแบ่งระหว่างอุปกรณ์สวมใส่กับเครื่องมือสอดส่องส่วนตัวบางลงเรื่อยๆ แบบน่าตกใจ ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งนาฬิกาข้อมือเรือนเล็กๆ จะลุกขึ้นมานั่งฟังเสียงรอบตัวเราตลอดเวลาเพื่อเอาไปประมวลผลผ่านสมองกล
เรื่องนี้เพิ่งโผล่มาให้เห็นกันจะๆ ใน watchOS เบต้าตัวล่าสุด ที่เปิดให้เหล่านักพัฒนาได้ลองของใหม่กันแล้ว จุดน่าสนใจคือการยัดระบบ Audio Intelligence เข้ามาตรงไมโครโฟนของ Apple Watch แบบเต็มตัว ทำให้ตอนนี้ Siri ไม่ได้ทำหน้าที่แค่คอยตอบคำถามโง่ๆ อีกต่อไป แต่ถูกยกระดับให้มาคอยแอบฟังสิ่งรอบตัวเราแทน
ความสามารถใหม่นี้แบ่งออกเป็นสองฟีเจอร์หลักๆ ที่บอกเลยว่าโคตรล้ำและแอบชวนขนลุกในเวลาเดียวกัน อันแรกคือ Siri Recap ตัวช่วยที่จะใช้ระบบฟังเสียงรอบข้างแบบต่อเนื่อง หรือ ambient listening เพื่อมานั่งสรุปบทสนทนาต่างๆ ที่เราเพิ่งคุยผ่านมาให้ฟังแบบย่อๆ
ส่วนอีกอันคือ Live Rewind ที่ทำหน้าที่ถอดเสียงพูดออกมาเป็นตัวหนังสือย้อนหลังให้เสร็จสรรพ ซึ่งตัวระบบจะจำเสียงในช่วงสิบห้าวินาทีล่าสุดไว้ให้ตลอดเวลา เผื่อใครขี้ลืมหรือฟังไม่ทันว่าเมื่อกี้เขาคุยอะไรกันไปบ้าง ก็สามารถกดดูข้อความย้อนหลังบนข้อมือได้ทันที
ถ้ามองในแง่เทคโนโลยี มันคือความพยายามที่จะดึงเอาพลังของเอไอมาช่วยชีวิตคนใช้งานในชีวิตประจำวันให้ได้มากที่สุด การมีผู้ช่วยส่วนตัวคอยสรุปเรื่องที่เราเพิ่งคุยไปมันก็ดูสะดวกดีอยู่หรอกสำหรับคนงานยุ่ง แต่คำถามใหญ่คือแล้วเสียงรอบตัวคนอื่นที่หลุดเข้ามาในไมค์ล่ะ จะจัดการยังไง
เอาจริงๆ การที่อุปกรณ์พกพาคอยฟังเสียงรอบตัวเราตลอดเวลาเพื่อเอาไปประมวลผล มันไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการไอที แต่พอฟีเจอร์นี้มันย้ายมาอยู่บนอุปกรณ์ที่แปะติดกับข้อมือเราเกือบตลอด 24 ชั่วโมงแบบนี้ แรงกระแทกมันเลยมากกว่าเดิมหลายเท่า เพราะมันหมายถึงข้อมูลดิบจากโลกภายนอกจะไหลเข้าสู่ระบบประมวลผลตลอดเวลาโดยที่เราแทบไม่รู้ตัว
การทดลองฝังระบบฟังเสียงรอบตัวลงในนาฬิกาข้อมือรอบนี้ บอกได้เลยว่าแอปเปิ้ลไม่ได้แค่เพิ่มฟีเจอร์อำนวยความสะดวก แต่กำลังทดสอบขีดจำกัดความไว้วางใจของผู้ใช้ว่ายอมให้ AI เข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตจริงมากแค่ไหน
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 0
กำลังโหลดความคิดเห็น...