เจาะประเด็น
AI
ทรัมป์ประกาศเปลี่ยนชื่อ AI เป็น "ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์" เพราะคำว่า Artificial ฟังดูปลอม
งานแถลงใหญ่ที่ยูเอ็นกลายเป็นเวทีรีแบรนด์เทคโนโลยีทั้งอุตสาหกรรมในประโยคเดียว
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 3 นาที
ถ้าชื่อเรียกเทคโนโลยีเปลี่ยนได้ด้วยคำพูดบนเวทีการเมือง คำถามคือแล้วใครกันแน่ที่ถือสิทธิ์ตั้งชื่อมัน
เรื่องนี้ฟังครั้งแรกหลายคนอาจนึกว่ากำลังอ่านข่าวล้อ แต่ไม่ใช่ เพราะในการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อเช้าวันอังคารที่สมัชชาใหญ่สหประชาชาติ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศกลางเวทีว่าสหรัฐฯ กำลัง "เปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการ" ของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ให้กลายเป็น "ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์" หรือซูเปอร์ปัญญาไปแล้ว
เหตุผลที่ทรัมป์ให้ไว้ก็เรียบง่ายแบบที่คนฟังต้องหยุดคิดแป๊บนึง นั่นคือคำว่า artificial หรือ "เทียม" มันทำให้ความฉลาดนั้นดูเป็นของปลอมไปเลย เขาพูดทำนองว่าถ้าจะเรียกอะไรว่าปัญญา แล้วไปเติมคำว่าเทียมเข้าไป มันก็ฟังเหมือนบอกว่าสิ่งนั้นไม่จริงตั้งแต่ชื่อแล้ว
ทีนี้ต้องเข้าใจบริบทกันก่อนว่า ทรัมป์ขึ้นเวที UN ครั้งนี้ไม่ได้พูดเรื่องเทคโนโลยีอย่างเดียว เขาไล่ถล่มหลายเรื่องรวดเดียว ทั้งอิหร่าน กลุ่มที่เขาเรียกว่า "พวกโลกาภิวัตน์" และประเด็นเกี่ยวกับคนข้ามเพศ การหยิบเรื่อง AI ขึ้นมาประกาศกลางวงแบบนั้นจึงไม่ใช่การแถลงนโยบายเทคโนโลยีแบบเป็นทางการ แต่เป็นสไตล์การพูดที่เอาหลายเรื่องมาต่อกันเป็นแพ็กเกจเดียว
และนี่คือจุดที่ผมคิดว่าต้องตั้งสติกันหน่อย เพราะการ "เปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการ" ของเทคโนโลยีทั้งอุตสาหกรรม มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงด้วยการพูดบนเวทีเดียว ไม่มีหน่วยงานไหนในสหรัฐฯ ที่มีอำนาจสั่งให้ทั้งโลกเลิกเรียก AI แล้วหันมาเรียกซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์แทน บริษัทอย่าง OpenAI, Google, Anthropic หรือใครก็ตามในวงการนี้ ต่างก็มีชื่อเรียกของตัวเองที่ใช้กันมานานในงานวิจัย ตำรา และสัญญาทางธุรกิจ
คำถามคือแล้วทำไมเราถึงควรสนใจเรื่องนี้ ถ้ามันเป็นแค่คำพูดที่ไม่มีผลทางกฎหมายอะไร ผมว่าคำตอบอยู่ที่ว่าการตั้งชื่อมันมีพลังของมันเอง และคนที่อยู่ในตำแหน่งสูงสุดของประเทศที่มีอิทธิพลต่อวงการเทคมากที่สุดในโลก กำลังพยายามผลักชื่อใหม่เข้าไปในหัวคนฟังนับล้าน
ลองนึกภาพตาม ถ้าสื่อเริ่มหยิบคำว่าซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ไปใช้ตาม หรือถ้านักการเมืองคนอื่นเริ่มพูดตามโดยไม่รู้ตัว นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนกรอบความคิดทั้งกรอบ เพราะคำว่า artificial intelligence มันพาให้คนคิดถึงเครื่องจักรที่เลียนแบบมนุษย์ แต่คำว่า super intelligence มันพาไปคนละที่เลย มันพาไปสู่ภาพของอะไรที่เหนือมนุษย์ไปแล้ว
ในแง่หนึ่ง การที่ทรัมป์หยิบเรื่องนี้ขึ้นมา อาจสะท้อนว่าเขาและทีมงานกำลังพยายามวางตำแหน่งสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำด้าน AI ระดับโลกอยู่แล้ว และการรีแบรนด์มันก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้กันได้ผลในทางการเมือง แต่มันก็แลกมาด้วยความสับสน เพราะคนทั่วไปที่ได้ยินคำว่า AI กับซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ในบริบทเดียวกัน จะเริ่มไม่แน่ใจว่าสองคำนี้หมายถึงสิ่งเดียวกันหรือคนละอย่างกันแน่
ที่สำคัญกว่านั้นคือ คำว่า super intelligence ในวงการวิจัย AI จริงๆ มันมีนิยามเฉพาะของมันอยู่แล้ว มันหมายถึงระบบที่ฉลาดเกินมนุษย์ในทุกด้าน ซึ่งยังไม่มีใครสร้างได้จริงในตอนนี้ การเอาคำนี้มาใช้แทน AI ทั่วไปแบบเหมารวม จึงทำให้ความหมายของคำที่ควรจะเจาะจง มันพร่ามัวลงไปอีก
สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคนอเมริกันหรือวงการเทคที่ไหน มันเป็นตัวอย่างชัดๆ ของยุคที่การเมืองกับเทคโนโลยีมันพันกันจนแยกไม่ออก และการตั้งชื่อเทคโนโลยีก็กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองไปแล้ว ไม่ว่าจะมีใครเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม
ชื่อใหม่ที่ไม่มีผลจริง
การ "เปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการ" ที่ทรัมป์อ้าง ไม่มีกลไกทางกฎหมายหรือหน่วยงานรัฐรองรับ เป็นคำพูดบนเวทีเท่านั้น
คำว่าเทียมทำให้ดูปลอม
เหตุผลของทรัมป์คือคำว่า artificial ทำให้ความฉลาดนั้นดูไม่จริงตั้งแต่ชื่อ
ความหมายเดิมของคำถูกทำให้พร่ามัว
ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ในวงการวิจัยหมายถึงระบบที่ฉลาดเกินมนุษย์ทุกด้าน ซึ่งยังไม่มีอยู่จริง
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าคำเรียกเทคโนโลยีไม่เคยเป็นกลาง มันคือสนามแย่งชิงความหมาย และการที่คนมีอำนาจพูดชื่อใหม่บนเวทีใหญ่ ก็อาจทำให้คนทั้งโลกจำชื่อนั้นได้ก่อนที่ใครจะทันตั้งคำถามว่ามันถูกต้องหรือเปล่า
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 4
กำลังโหลดความคิดเห็น...