เจาะประเด็น
Surveillance
เมื่อยกเลิกสัญญาไม่ได้ดั่งใจ กล้อง AI แบรนด์ดังเลยเลือกวิธีเงียบใส่ซะเลย
เมืองที่อยากสลัดกล้องตรวจจับรถยนต์ทิ้ง กำลังเจอเรื่องปวดหัวเมื่อบริษัทผู้ให้บริการทำเนียนไม่ยอมตอบแชทและไม่ยอมปลดอุปกรณ์
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 3 นาที
การเซ็นสัญญาติดตั้งเทคโนโลยีภาครัฐมันง่ายมากตอนเริ่มต้น แต่เวลาจะบอกเลิกนี่สิ ทำไมมันถึงยากเย็นและโคตรจะชวนปวดหัวขนาดนี้
พอพูดถึงเรื่องความปลอดภัยในเมือง หลายคนอาจจะคิดว่ากล้องวงจรปิดอัจฉริยะคือคำตอบ แต่พอถึงจุดที่เมืองเริ่มรู้สึกว่าของพวกนี้มันล้ำเส้นความเป็นส่วนตัวเกินไป การจะถอนตัวออกมันไม่ได้ง่ายเหมือนกดปุ่มยกเลิกบริการสตรีมมิ่งหนังนะซิบอกให้
ช่วงนี้เริ่มมีหลายเมืองทยอยยกเลิกสัญญากับบริษัทผู้ให้บริการกล้อง AI ตรวจจับป้ายทะเบียนชื่อดังอย่าง Flock Safety กันมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ปัญหาคือ เมืองเหล่านี้เพิ่งจะตาสว่างแล้วค้นพบว่า การสลัดตัวเองให้หลุดพ้นจากพันธะสัญญานี้มันยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหน บางทีเอกสารยกเลิกส่งไปแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับทำเป็นทองไม่รู้ร้อนซะงั้น
เคสล่าสุดที่เห็นได้ชัดเจนคือเมือง Plymouth ในรัฐมินนิโซตา ที่สภาเมืองลงมติกันอย่างชัดเจนตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมาว่าขอเลิกใช้งานและบอกเลิกสัญญากับทาง Flock ซะที แต่ปรากฏว่าบริษัทผู้ให้บริการกลับเงียบกริบ ไม่มีการตอบสนองใดๆ กลับมาที่เมืองเลยแม้แต่น้อย
ผลลัพธ์ที่ตามมาคืออะไรล่ะ? ก็คือผ่านไปเป็นเดือนแล้ว กล้องสอดส่องพวกนั้นก็ยังคงตั้งตระหง่านอยู่บนเสาไฟในเมืองเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน เจ้าหน้าที่เมืองที่อยากจะถอดมันออกก็ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะติดเรื่องกรรมสิทธิ์และเงื่อนไขทางกฎหมายที่ผูกมัดไว้ตั้งแต่แรก
เอาจริงๆ เรื่องนี้มันสะท้อนให้เห็นปัญหาคลาสสิกของการที่ภาครัฐไปพึ่งพาเทคโนโลยีจากเอกชนมากเกินไป พอถึงเวลาที่ประชาชนเริ่มตื่นตัวเรื่องสิทธิความเป็นส่วนตัว หรือพบว่าระบบมันไม่ได้ตอบโจทย์อย่างที่คุยไว้ การจะเดินถอยหลังกลับมันกลายเป็นเรื่องยุ่งยากที่เอกชนถือไพ่เหนือกว่าเห็นๆ
ท้ายที่สุดแล้ว เมืองอื่นๆ ที่กำลังคิดจะใช้บริการเทคโนโลยีแนวนี้คงต้องคิดกันให้หนักขึ้นอีกหลายตลบ ไม่ใช่แค่ดูว่าฟีเจอร์มันเจ๋งแค่ไหนตอนเซ็นสัญญา แต่ต้องมองเผื่อไว้ด้วยว่า ถ้าวันหนึ่งไม่อยากใช้แล้ว ทางหนีทีไลืมันหน้าตาเป็นยังไง ไม่งั้นอาจจะต้องมานั่งกลุ้มกับกล้องที่สั่งให้ถอดไม่ได้แบบเมืองนี้
การเลือกใช้เทคโนโลยีความปลอดภัยภาครัฐต้องคิดเผื่อวันเลิกราด้วย ไม่งั้นอำนาจตัดสินใจอาจจะไม่ได้อยู่ 0 ที่เราอีกต่อไป
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 0
กำลังโหลดความคิดเห็น...