เจาะประเด็น
AI / Security
กูเกิลจับมือรัฐบาลสิงคโปร์ส่งเอไอตัวจิ๋วลงมือถือบล็อกแก๊งคอลเซ็นเตอร์
เมื่อโมเดลจิ๋วอย่าง Gemma ย้ายมาทำงานบนเครื่องแบบไม่ต้องส่งข้อมูลขึ้นคลาวด์ ความเป็นส่วนตัวกับการกันภัยมิจฉาชีพเลยเดินไปด้วยกันได้เสียที
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 3 นาที
การแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยุคนี้ ไม่ใช่แค่การบล็อกเบอร์แปลก แต่คือการดักฟังบทสนทนาสดๆ ในมือถือโดยที่ข้อมูลส่วนตัวไม่ต้องหลุดออกไปไหนเลย
เรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพออนไลน์นี่มันระบาดไปทั่วโลกจริงๆ จนบางทีเราก็อดคิดไม่ได้ว่าหน่วยงานรัฐหรือค่ายมือถือปล่อยให้มันลอยนวลอยู่ได้ยังไง ล่าสุดทาง Google DeepMind เขาเลยร่วมมือกับรัฐบาลสิงคโปร์ โดยหน่วยงาน GovTech ทำโปรเจกต์น่าสนใจขึ้นมาเพื่อจัดการปัญหานี้โดยเฉพาะด้วยการเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาช่วยสกัดกั้นภัยคุกคามในแชทส่วนตัวแบบเรียลไทม์
ไอเดียหลักของเรื่องนี้คือการเอาโมเดลภาษาขนาดเล็กหรือที่เรียกว่า lightweight on-device Gemma models มาฝังไว้ในตัวสมาร์ทโฟนของผู้ใช้งานเลย แทนที่จะส่งข้อความหรือเสียงสนทนาขึ้นไปประมวลผลบนเซิร์ฟเวอร์บนคลาวด์แบบเดิมๆ พอมันทำงานอยู่บนเครื่องเราเอง ข้อมูลแชทส่วนตัวก็ไม่มีทางรั่วไหลออกไปไหนได้เลย ซึ่งตอบโจทย์เรื่องความเป็นส่วนตัวที่คนยุคนี้โคตรจะซีเรียสกันสุดๆ
ถ้าพูดถึงระบบตรวจจับแก๊งต้มตุ๋นทั่วไป หลายคนอาจจะนึกถึงระบบที่ต้องคอยอัปเดตฐานข้อมูลเบอร์โทรหรือลิงก์แปลกปลอมตลอดเวลา ซึ่งก็ตามหลังมิจฉาชีพอยู่ก้าวหนึ่งเสมอ แต่ทางฝั่งสิงคโปร์กับ DeepMind เขามองข้ามช็อตไปที่การวิเคราะห์พฤติกรรมและรูปแบบการสนทนาในแชท เพราะต่อให้มิจฉาชีพจะเปลี่ยนมุกหรือสร้างบัญชีใหม่มาหลอก มุกต้มตุ๋นมันก็มักจะมาทรงเดิมๆ เช่น หลอกให้โอนเงิน หลอกให้กดลิงก์ หรือสร้างความตื่นตระหนก ซึ่งเจ้าโมเดล Gemma ตัวนี้ถูกเทรนมาให้อ่านเกมขาดตรงนี้แหละ
ความฉลาดของเจ้าระบบตัวนี้คือมันทำงานแบบ zero cloud data egress แปลเป็นภาษาบ้านๆ ก็คือข้อมูลแชทในมือถือเราอยู่ตรงไหน ก็อยู่ตรงนั้น ไม่มีการส่งออกไปให้ใครเห็นทั้งสิ้น ตัวเอไอจะคอยสอดส่องบทสนทนาในแอปพลิเคชันรับส่งข้อความแบบเงียบๆ และถ้ามันเริ่มได้กลิ่นตุๆ ว่าเรากำลังคุยอยู่กับมิจฉาชีพที่ใช้มุกหลอกลวงยอดฮิต ระบบก็จะส่งสัญญาณเตือนภัยขึ้นมาทันทีเพื่อให้เราตั้งสติก่อนที่จะสูญเงินก้อนโต
อันนี้คือสิ่งที่น่าสนใจมากในมุมมองของการใช้เทคโนโลยี เพราะที่ผ่านมาเวลาเราพูดถึงเอไอเก่งๆ เรามักจะนึกถึงเซิร์ฟเวอร์ใหญ่โตมโหฬารที่ต้องใช้พลังงานมหาศาล แต่การจับเอาโมเดลไซส์กะทัดรัดมาวิ่งบนฮาร์ดแวร์ในมือถือเรานี่แหละคือทิศทางที่ถูกต้อง ถ้ารัฐบาลประเทศอื่นหรือค่ายมือถือค่ายอื่นๆ เอาโมเดลแนวนี้ไปต่อยอดบ้าง วงการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์น่าจะเปลี่ยนไปเยอะพอสมควร
สำหรับคนที่ตามข่าวเทคโนโลยีมาตลอด คงจะเห็นว่าช่วงหลังๆ กูเกิลพยายามผลักดันเรื่อง on-device AI มาโดยตลอด การเอามาใช้ในเคสด้านความปลอดภัยของประชาชนสิงคโปร์ครั้งนี้เลยเหมือนเป็นการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ได้มีไว้แค่แต่งรูปหรือสรุปข้อความเล่นๆ แต่มันเอามาช่วยชีวิตและป้องกันกระเป๋าเงินพังได้จริงๆ
การแก้เกมมิจฉาชีพที่ดีที่สุดในตอนนี้ ไม่ใช่การรอให้เหยื่อโดนหลogแล้วค่อยไปตามจับเงินคืน แต่เป็นการฝังสมองกลไว้เตือนภัยในมือถือทุกคนแบบที่ยังรักษาความเป็นส่วนตัวไว้ได้ครบถ้วน
ที่มา: Google DeepMind Blog — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 2
กำลังโหลดความคิดเห็น...