เจาะประเด็น
AI / Transport
โรโบแท็กซี่กลายเป็นตัวร้ายในหนังสั้นเรื่องใหม่ — และนั่นคือบททดสอบครั้งใหญ่ของวงการรถยนต์ไร้คนขับ
เมื่อรถไร้คนขับถูกจับไปโลดแล่นในบทบาทฆาตกรบนท้องถนนโดยแทบไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่ม นั่นคือสัญญาณว่าสังคมเริ่มมองเทคโนโลยีนี้เปลี่ยนไปแล้ว
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 4 นาที
คำถามที่น่าสนใจไม่ใช่ "รถยนต์ไร้คนขับฆ่าคนได้จริงหรือ" แต่คือ "ทำไมเราถึงเชื่อได้ง่ายขนาดนั้น" — นั่นต่างหากที่บอกอะไรเยอะกว่าตัวเทคโนโลยี
เรื่องนี้มันน่าสนใจตรงที่มันไม่ได้เป็นข่าวเทคโนโลยีธรรมดาๆ แต่มันคือ "สัญญาณวัฒนธรรม" มากกว่า ลองนึกภาพตามนะ — มีหนังสั้นเรื่องใหม่เรื่องหนึ่ง จำลองฉากไล่ล่ารถยนต์สุดคลาสสิกแบบหนังฝรั่งยุคเก่า แต่เปลี่ยนตัวร้ายจากโจรปล้นธนาคาร มาเป็น... รถโรโบแท็กซี่ที่ดูเหมือนจะพยายามฆ่าคนขับ
ฟังดูอาจจะเหมือนมุกตลกหรือพล็อตหนังบีๆ ราคาถูก แต่มันคือประเด็นที่จริงจังมากๆ เพราะการที่หนังเรื่องหนึ่งสามารถหยิบเอา "รถยนต์ไร้คนขับ" มาเป็นตัวร้ายได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาอธิบายเหตุผลหรือสร้างบริบทอะไรเลย นั่นแหละคือจุดเปลี่ยนสำคัญ — สังคมเรารับรู้แล้วว่าโรโบแท็กซี่คือ "สิ่งที่น่ากลัวพอจะเป็นตัวร้ายได้" โดยไม่ต้องสงสัย
ลองเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ นะ สมมติว่ามีหนังเรื่องหนึ่งใช้ "ตู้เย็นอัจฉริยะ" เป็นฆาตกรต่อเนื่อง — คนดูคงงงและต้องมีฉากอธิบายว่ามันกลายพันธุ์หรือถูกแฮ็กยังไงถึงฆ่าคนได้ แต่กับรถยนต์ไร้คนขับ เราไม่ต้องอธิบายอะไรเลย เพราะทุกคนเข้าใจได้ทันทีว่ามัน "มีอะไรบางอย่างผิดปกติ" และความผิดปกตินั้นก็ฆ่าคนได้จริง
เรื่องนี้มาจากบทวิเคราะห์ใน The Verge ที่ชี้ให้เห็นปรากฏการณ์น่าสนใจ — พวกเขาเรียกมันว่า "ยุคที่โรโบแท็กซี่กลายเป็นวายร้าย" (Robotaxis enter their villain era) ซึ่งไม่ได้หมายความว่ารถยนต์ไร้คนขับจะกลายเป็นปีศาจจริงๆ แต่มันคือภาพแทนของความวิตกกังวลที่สังคมมีต่อเทคโนโลยีนี้ หลังจากที่รถยนต์ไร้คนขับของ Waymo และ Cruise โลดแล่นอยู่บนถนนจริงมาระยะหนึ่งแล้ว
และมันก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากความกลัวลอยๆ โดยไม่มีมูล — ในช่วงที่ผ่านมา มีเหตุการณ์รถยนต์ไร้คนขับทำให้นักปั่นจักรยานบาดเจ็บ รถติดอยู่กลางถนนเป็นชั่วโมงๆ จนตำรวจต้องมาแก้ปัญหา หรือแม้แต่กรณีที่รถของ Cruise วิ่งไปหยุดกลางถนนแล้วมีคนมาปล้นรถคันนั้น (ใช่ อ่านไม่ผิด — ปล้นรถที่ไม่มีคนขับ) เหตุการณ์เหล่านี้สะสมกันไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นภาพจำในหัวคนทั่วไปว่า "เจ้ารถพวกนี้มันไว้ใจไม่ได้"
ที่น่าสนใจคือ หนังสั้นเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงเรื่องความปลอดภัยโดยตรงด้วยซ้ำ มันแค่ใช้รถยนต์ไร้คนขับเป็น "อุปกรณ์สร้างความตึงเครียด" ในฉากไล่ล่าเฉยๆ เหมือนที่หนังแอคชั่นใช้รถยนต์ทั่วไปเป็นฉากหลัง — แต่การที่มันถูกใช้เป็นฉากหลังแบบนี้ต่างหากที่บอกเราว่า โรโบแท็กซี่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ "วัฒนธรรมความกลัว" ไปแล้ว
ผมคิดว่าประเด็นนี้มันลึกไปกว่าคำถามที่ว่า "รถยนต์ไร้คนขับปลอดภัยหรือยัง" เพราะความปลอดภัยมันวัดกันได้ด้วยสถิติ แต่ความรู้สึกของคนมันวัดยากกว่ามาก — และความรู้สึกนี่แหละที่กำหนดอนาคตของเทคโนโลยีนี้จริงๆ ต่อให้บริษัทอย่าง Waymo พิสูจน์ได้ว่าสถิติอุบัติเหตุน้อยกว่าคนขับที่เป็นมนุษย์ แต่ถ้าคนส่วนใหญ่ยังรู้สึกว่า "รถพวกนี้มันจะฆ่าฉัน" อุตสาหกรรมนี้ก็จะไปไม่รอด
สิ่งที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ เมื่อวัฒนธรรมเริ่มรับภาพจำนี้แล้ว มันจะยิ่งตอกย้ำตัวเอง — ยิ่งมีหนังหรือสื่อที่แสดงให้เห็นว่ารถยนต์ไร้คนขับเป็นตัวร้าย คนก็ยิ่งกลัว บริษัทก็ยิ่งต้องระมัดระวังตัวมากเกินไปจนนวัตกรรมชะงัก หรือแย่กว่านั้นคือ กฎหมายอาจถูกออกแบบมาเพื่อ "ปกป้องคนจากความกลัว" มากกว่า "ปกป้องคนจากอันตรายจริงๆ" ซึ่งจะทำให้เทคโนโลยีนี้ไม่ไปไหนต่อ
และอีกมุมหนึ่งที่ผมว่าไม่พูดไม่ได้ — บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไร้คนขับเองก็มีส่วนสร้างภาพลบนี้ด้วยตัวเองเหมือนกันนะ ใครใช้ให้เปิดตัวแบบอลังการ วาดฝันว่าอนาคตจะไม่มีอุบัติเหตุเลย แต่พอเกิดเหตุจริงกลับแก้ปัญหาแบบงงๆ บางทีการที่สังคมกลัวรถยนต์ไร้คนขับ ก็เพราะบริษัทพวกนี้ขายความสมบูรณ์แบบเกินจริงไปเองนั่นแหละ
ที่สุดแล้ว หนังสั้นเรื่องนี้คือกระจกสะท้อนสังคมที่คมกริบ — มันบอกเราว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่เทคโนโลยีใหม่ๆ ต้องเผชิญหน้ากับ "ความกลัวของคนทั่วไป" ซึ่งบางทีความกลัวนั้นก็สมเหตุสมผล และบางทีมันก็เกินเหตุ — แต่ไม่ว่าแบบไหน มันคือสิ่งที่บริษัทเทคโนโลยีต้องจัดการให้ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องของ "ความไว้วางใจ" ซึ่งยากจะวัดผลกว่าอัตราการเกิดอุบัติเหตุหลายเท่า
โรโบแท็กซี่อาจไม่ได้กลายเป็นฆาตกรบนท้องถนนจริงๆ แต่ถ้าบริษัทผู้พัฒนายังไม่จริงจังกับการ "จัดการความกลัว" ของคนทั่วไปให้ได้ อนาคตของมันอาจจบลงที่ถูกโละทิ้งไปเพราะไม่มีใครกล้าใช้ — น่าเศร้าที่เทคโนโลยีอาจพ่ายแพ้ให้กับความรู้สึก ไม่ใช่ความสามารถจริง
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 3
กำลังโหลดความคิดเห็น...