เจาะประเด็น
Open Source
มีคนสร้าง Photoshop, Premiere, Lightroom เวอร์ชันฟรีด้วย Rust แล้วใช้ AI ช่วยเขียน
ไม่ใช่แค่โปรเจกต์ทดลอง แต่คือคำถามใหญ่เรื่องอนาคตของซอฟต์แวร์สร้างสรรค์ราคาแพง
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 4 นาที
ถ้า AI เขียนโค้ดแทนคนได้จริง คำถามคือทำไมเรายังต้องจ่ายค่าซับสคริปชัน Adobe ทุกเดือน
ถ้าใครเคยบ่นว่าค่าสมาชิก Adobe แพงขึ้นทุกปี ล่าสุดมีคนออกมาลงมือทำอะไรบางอย่างกับมันแล้ว เป็นโปรเจกต์โอเพนซอร์สที่ตั้งใจสร้างเครื่องมือทดแทน Photoshop, Premiere Pro และ Lightroom ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เขียนด้วยภาษา Rust แล้วใช้ AI ช่วยในกระบวนการพัฒนา
ตัวข่าวถูกพูดถึงใน Hacker News เมื่อไม่นานมานี้ โดยมีคนแชร์ลิงก์บทความจาก PetaPixel ที่รายงานเรื่องนี้ ประเด็นคือมันไม่ใช่แค่โปรเจกต์แฮ็กเล็กๆ ในกะลา แต่เป็นความพยายามที่จะสร้างทางเลือกฟรีให้กับซอฟต์แวร์ที่คนทำงานสร้างสรรค์ทั่วโลกใช้กันมานานหลายสิบปี
Adobe คือเจ้าตลาดซอฟต์แวร์สร้างสรรค์มาอย่างยาวนาน ใครทำงานกราฟิก ตัดต่อ หรือแต่งภาพ แทบจะหนีไม่พ้นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ใน Creative Suite แต่การเปลี่ยนโมเดลเป็นระบบสมัครสมาชิกรายเดือนเมื่อหลายปีก่อน ทำให้หลายคนเริ่มรู้สึกว่ากำลังจ่ายค่าเช่าซอฟต์แวร์มากกว่าซื้อขาด
การมีทางเลือกโอเพนซอร์สที่ใช้งานได้จริงจึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ มันกระทบทั้งฟรีแลนซ์สตูดิโอเล็กๆ ไปจนถึงนักศึกษาที่ไม่มีงบจ่ายค่าซับสคริปชันราคาเต็ม
การเลือกใช้ Rust เป็นภาษาหลักก็บอกอะไรได้หลายอย่าง Rust ขึ้นชื่อเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัยของหน่วยความจำ เหมาะกับงานที่ต้องประมวลผลหนักๆ อย่างการเรนเดอร์วิดีโอหรือจัดการภาพความละเอียดสูง
ส่วนการใช้ AI เข้ามาช่วยพัฒนา อันนี้คือประเด็นที่คนถกกันเยอะในคอมเมนต์ของ Hacker News บางคนมองว่านี่คือตัวอย่างว่า AI เขียนโค้ดช่วยคนสร้างซอฟต์แวร์ได้จริงในระดับที่ซับซ้อน แต่ก็มีคำถามตามมาว่าโค้ดที่ AI ช่วยเขียนจะดูแลรักษาระยะยาวได้แค่ไหน
จริงๆ แล้วไอเดียสร้างทางเลือกฟรีให้ Adobe ไม่ใช่ของใหม่ GIMP, Krita, Inkscape หรือ DaVinci Resolve ต่างก็มีมานานแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้โปรเจกต์นี้ต่างออกไปคือการหยิบ AI มาเป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนา ซึ่งสะท้อนทิศทางของวงการซอฟต์แวร์ในตอนนี้ได้ดี
คำถามที่ยังไม่มีคำตอบชัดๆ คือโปรเจกต์นี้จะไปได้ไกลแค่ไหน ซอฟต์แวร์ระดับมืออาชีพอย่าง Photoshop หรือ Premiere ไม่ได้ชนะใจคนใช้เพราะฟีเจอร์เท่านั้น แต่เพราะระบบนิเวศ ทั้งปลั๊กอิน เวิร์กโฟลว์ และชุมชนผู้ใช้ที่สั่งสมมานาน การจะไล่ตามให้ทันไม่ใช่เรื่องของการเขียนโค้ดให้ครบฟีเจอร์เท่านั้น
แต่ต่อให้สุดท้ายมันไม่กลายเป็นตัวแทน Adobe ได้เต็มตัว การมีอยู่ของมันก็เป็นสัญญาณว่าเกมของซอฟต์แวร์สร้างสรรค์กำลังเปลี่ยน และคนที่ได้ประโยชน์ที่สุดก็คือผู้ใช้ที่อยากมีทางเลือก
ไม่ว่าคุณจะเชื่อว่า AI เขียนซอฟต์แวร์ได้จริงหรือไม่ แต่โปรเจกต์นี้พิสูจน์แล้วว่ากำแพงการเข้าสู่วงการซอฟต์แวร์ระดับมืออาชีพมันต่ำลงเรื่อยๆ ใครที่เคยคิดว่าอยากสร้างเครื่องมือของตัวเอง แต่กลัวว่ามันยากเกินไป ถึงเวลาทบทวนความคิดนั้นใหม่
ที่มา: Hacker News / PetaPixel — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 0
กำลังโหลดความคิดเห็น...