เจาะประเด็น
Wearables / Legal
Oura โดนฟ้องข้อหาหลอกขาย "แหวนอัจฉริยะ" เฝ้าสมองไม่ได้ก็บอกไม่ได้?
บริษัทดังอาจเจอคดีแบบกลุ่ม เพราะโฆษณาเกินจริงเรื่องการติดตามสุขภาพที่เกินขีดจำกัดของอุปกรณ์
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 4 นาที
เคยสงสัยไหมว่า "ข้อมูลสุขภาพ" ที่เราเสียเงินซื้อ มันคือวิทยาศาสตร์จริง หรือแค่ตัวเลขสวยๆ ที่เอาไว้หลอกให้เราอุ่นใจ?
เรื่องนี้มันไม่ได้ตลกแล้วนะเพื่อนๆ วงการ wearable เจอศึกหนักเข้าให้แล้ว เมื่อ Oura เจ้าของแหวนอัจฉริยะชื่อดังที่คนรักสุขภาพแทบทุกคนต้องมี กำลังโดนยื่นฟ้องเป็นคดีแบบกลุ่ม (class-action) ข้อหาหลอกลวงผู้บริโภค ต้นเรื่องไม่ได้ซับซ้อนอะไร แค่บริษัทขายของที่มัน "วัดไม่ได้" ในสิ่งที่โฆษณาไว้ แต่กลับเก็บเงินเต็มราคาแบบไม่สะทกสะท้าน
ฟ้องกันด้วยเหตุผลอะไร? ตรงๆ เลยคือ ฟ้องว่าบริษัทหลอกให้ลูกค้าเข้าใจว่าเจ้าอุปกรณ์วงแหวนเล็กๆ ที่ใส่บนนิ้วมันสามารถ "วัดอุณหภูมิร่างกาย" และ "ติดตามรอบเดือน" ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งมันคือฟีเจอร์หลักที่ทำให้แหวนวงนี้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่ในความเป็นจริง มันไม่สามารถทำได้อย่างที่เคลมไว้ หรือทำได้ก็ไม่แม่นยำพอจะเอามาตัดสินใจอะไรจริงจังได้ แถมข้อมูลที่ได้มันชวนให้คนเข้าใจผิดอีกต่างหาก
ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่า Oura เป็นบริษัทเลวหรือเปล่า แต่มันคือปัญหาของวงการทั้งหมดที่กำลังขาย "ความหวัง" ผ่านเซนเซอร์เล็กๆ บนข้อมือหรือนิ้วของเรา ยอมรับเถอะว่าทุกวันนี้เราซื้อของเหล่านี้เพราะอยากรู้ว่าร่างกายเราพร้อมแค่ไหน จะออกกำลังกายต่อดีไหม หรือควรนอนพักมากกว่านี้ แต่คำถามคือ ข้อมูลที่เราเห็นบนแอปมันคือ "ความจริง" หรือแค่ "การคาดเดาจากอัลกอริทึม" ที่ถูกทำให้ดูน่าเชื่อถือด้วยกราฟสวยๆ?
ถ้าอ่านให้ลึกไปกว่านั้น ใจความสำคัญของคดีนี้คือ Oura รู้อยู่เต็มอกว่าอุปกรณ์ของตัวเองมันไม่ได้วัดอุณหภูมิแกนกลางร่างกาย (core body temperature) โดยตรง แต่ใช้การคำนวณจากค่าอุณหภูมิผิวหนังที่เซนเซอร์จับได้ แล้วเอามาผ่านโมเดลคำนวณทางคณิตศาสตร์เพื่อ "เดา" ค่าอุณหภูมิแกนกลางออกมา มันคือการประมาณการ ไม่ใช่การวัดจริง ซึ่งการจะวัดค่าอุณหภูมิแกนกลางได้จริงๆ คุณต้องวัดจากภายในร่างกาย เช่น หลอดอาหารหรือกระเพาะปัสสาวะ ไม่ใช่จากนิ้วมือแน่นอน
ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องเทคนิคเล็กน้อย แต่ผลกระทบมันมหาศาล เพราะถ้าคุณใช้ฟีเจอร์นี้เพื่อดูรอบเดือนหรือวางแผนครอบครัว แล้วค่าที่ได้มันคลาดเคลื่อนจากความจริงไป 2-3 องศา ผลลัพธ์ที่ได้อาจทำให้คุณตัดสินใจผิดพลาดเรื่องใหญ่ในชีวิตได้เลยนะ
พูดตรงๆ ฉันไม่แปลกใจที่คดีแบบนี้จะเกิดขึ้น ความจริงมันคือระเบิดเวลาที่รอวันปะทุอยู่แล้ว เพราะวงการ wearable มันฝืนฟิสิกส์มาโดยตลอด เราอยากได้ข้อมูลเยอะๆ แต่เซนเซอร์มันมีข้อจำกัดทางกายภาพที่ข้ามไม่ได้ มันเหมือนคุณอยากรู้ว่าข้างในหม้อต้มอะไร แต่คุณทำได้แค่เอามือไปแตะที่ฝาหม้อ แล้วเดาว่าข้างในร้อนแค่ไหน ซึ่งมันก็พอเดาได้ แต่ไม่ใช่ค่าจริง 100%
ที่แย่ไปกว่านั้นคือ การตลาดของบริษัทเหล่านี้มันกลมกล่อมมาก พวกเขาทำให้ผู้บริโภคอย่างเราเชื่อว่าตัวเลขบนหน้าจอคือ "ความจริงสูงสุด" ทั้งที่จริงๆ มันคือ "ค่าประมาณการที่ดีที่สุด" เวลาซื้อของพวกนี้ เราต้องแยกให้ออกระหว่าง "ข้อมูลอ้างอิง" กับ "ข้อมูลทางการแพทย์" ถ้าคุณคิดว่าแหวนวงนี้จะบอกได้ว่าคุณกำลังจะป่วยหรือท้อง แสดงว่าคุณกำลังเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง
ท้ายที่สุดแล้ว คดีนี้จะเป็นบทเรียนราคาแพงให้ทั้งวงการได้รู้ว่า การขายของด้วยการ์ตูนกราฟสวยๆ โดยไม่บอกข้อจำกัดของเซนเซอร์ มันไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ฟรีๆ อีกต่อไปแล้ว ผู้บริโภคเริ่มฉลาดขึ้น และพร้อมจะฟ้องกลับเมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอก
อย่าหลงเชื่ออะไรบนจอเล็กๆ จนลืมฟังร่างกายตัวเอง อุปกรณ์เหล่านี้คือ "ผู้ช่วย" ไม่ใช่ "หมอ" ถ้าอยากรู้ความจริงของร่างกาย ไปหาหมอดีกว่า ต่อให้แหวนแพงแค่ไหนก็วัดสิ่งที่อยู่ในหัวคุณไม่ได้หรอก
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 6
กำลังโหลดความคิดเห็น...