เจาะประเด็น
Hardware / Privacy
DJI ปล่อยหุ่นดูดฝุ่น Romo 2 แก้เกมเรื่องความเป็นส่วนตัว หลังเจอจุดโหว่ถล่มทลายในรุ่นแรก
เงียบขึ้น แรงขึ้น ปีนขอบธรณีได้ แต่ประเด็นที่ทำให้คนจดจำรุ่นแรกไม่ใช่เรื่องความสะอาด มันคือเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 4 นาที
เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่ต้องเชื่อมอินเทอร์เน็ตทุกวันนี้ คำถามสำคัญไม่ใช่ "มันฉลาดแค่ไหน" แต่คือ "มันแอบส่งอะไรออกไปนอกบ้านบ้าง"
เราคุยกันตามตรงก่อน — ตอนที่ DJI ประกาศจะทำหุ่นดูดฝุ่นเมื่อปีก่อน หลายคนรวมถึงผมก็แบบ "เอ้า บริษัทโดรนจะมาทำเครื่องดูดฝุ่นเหรอ?" แต่พอ Romo รุ่นแรกเปิดตัว มันก็ทำออกมาได้น่าสนใจไม่น้อย หน้าตาเหมือนหุ่นยนต์สตาร์วอร์สตัวเล็ก ๆ พร้อมแขนกลสำหรับเก็บของเล่น แถมยังมีขาแบบเดียวกับโดรนของบริษัทอีกต่างหาก
แต่สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นไม่ใช่เสียงชื่นชมเรื่องนวัตกรรม หากแต่เป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความปลอดภัยของข้อมูลอย่างหนัก งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งชี้ให้เห็นว่า Romo รุ่นแรกมีช่องโหว่ร้ายแรงหลายจุด ตั้งแต่การที่ข้อมูลถูกส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์โดยไม่เข้ารหัส ไปจนถึงแฮกเกอร์ที่สามารถควบคุมตัวเครื่องจากระยะไกลได้ นั่นหมายความว่ากล้องและไมโครโฟนในบ้านคุณอาจตกเป็นของคนอื่นได้โดยที่คุณไม่รู้ตัว มันคือฝันร้ายของคนที่กังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวชัด ๆ
และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการเปิดตัว Romo 2 ในครั้งนี้ถึงน่าสนใจกว่าตัวเลขแรงดูดหรือระดับเสียงที่ลดลง เพราะสิ่งที่ DJI ภูมิใจนำเสนอมากที่สุดในเจนฯ นี้ ไม่ใช่ขาแบบใหม่หรือระบบหลบหลีกที่ดีขึ้น แต่คือ "โหมดข้อมูลภายในเครื่องเท่านั้น" (Local-only data mode) ซึ่งเป็นโหมดที่ทุกอย่างถูกประมวลผลและเก็บอยู่ในตัวเครื่องโดยไม่ต้องส่งข้อมูลออกไปยังคลาวด์เลยแม้แต่นิดเดียว
ระบบขาและปีนขอบธรณี
Romo 2 มาพร้อมขาที่ปรับปรุงใหม่ ยกตัวสูงขึ้นได้ราว 2 เซนติเมตร ทำให้ปีนข้ามธรณีประตูหรือพรมหนา ๆ ได้ลื่นไหลกว่าเดิม ไม่ต้องมานั่งคอยอุ้มหรือกั้นเขตให้วุ่นวาย
เสียงเงียบลงจริงจัง
ระดับเสียงลดลงจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ จากที่เคยอยู่ที่ราว 65 เดซิเบล เหลือเพียง 58 เดซิเบลในโหมดมาตรฐาน ซึ่งแปลว่าคุณสามารถเปิดมันทำงานตอนประชุมออนไลน์หรือตอนนอนกลางวันได้โดยไม่รำคาญหู
โหมดความเป็นส่วนตัวเต็มรูปแบบ
โหมดใหม่ที่ตัดการเชื่อมต่อคลาวด์ทั้งหมด ข้อมูลแผนที่บ้าน ภาพจากกล้อง และเสียง ถูกเก็บในตัวเครื่องเท่านั้น นี่คือการตอบสนองโดยตรงต่อข้อครหาที่เกิดขึ้นกับรุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน
ต้องยอมรับว่า DJI กล้าพอที่จะยอมรับความผิดพลาดแล้วพยายามแก้ไข แต่คำถามคือมันสายไปหรือยัง? เพราะในตลาดหุ่นดูดฝุ่นอัจฉริยะตอนนี้ มีคู่แข่งอย่าง Roborock หรือ Dreame ที่ทำฟีเจอร์คล้าย ๆ กันได้ในราคาที่ถูกกว่า แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบดีไซน์แปลกตาและอยากได้แบรนด์ที่มีชื่อเสียงด้านวิศวกรรมการบิน การที่ Romo 2 เลือกจะเก็บข้อมูลไว้ในเครื่องถือเป็นจุดขายที่โดนใจคนกลุ่มนี้ไม่น้อย
อีกเรื่องที่ผมคิดว่ามันสำคัญไม่แพ้กันคือ การที่บริษัทอย่าง DJI ซึ่งถูกจับตามองจากรัฐบาลหลายประเทศเรื่องความมั่นคงอยู่แล้ว ยังกล้าทำตลาดอุปกรณ์ภายในบ้านที่มีกล้องและไมโครโฟน นั่นแสดงว่าพวกเขารู้ดีว่าต้องพิสูจน์ตัวเองหนักแค่ไหน การมีโหมด Local-only ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ฟีเจอร์เสริม แต่คือกลยุทธ์เอาตัวรอดของแบรนด์ในตลาดตะวันตกนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีโหมดความเป็นส่วนตัวให้เลือกใช้ แต่ตัวเครื่องยังจำเป็นต้องเชื่อมต่อแอปพลิเคชันเพื่อตั้งค่าครั้งแรกอยู่ดี ซึ่งในจุดนี้เองที่ยังเป็นคำถามค้างคาใจว่า การตั้งค่าเริ่มต้นผ่านคลาวด์ของ DJI ยังมีความเสี่ยงอะไรแอบแฝงอยู่อีกหรือไม่ เพราะการ "เคลม" ว่าปลอดภัย กับการ "พิสูจน์" ให้เห็นจริงว่าปลอดภัย มันคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
ถ้าถามผมเป็นการส่วนตัว — DJI ทำการบ้านมาแล้ว และการเพิ่มโหมด Local-only คือก้าวที่ถูกต้องตามหลักจริยธรรม แต่ในโลกของสมาร์ทโฮม ความไว้วางใจนั้นสร้างยากและพังง่าย โหมด "ไม่ส่งข้อมูล" เป็นเพียงใบเบิกทาง ยังต้องรอดูว่าเมื่อใช้งานจริงมันจะรั่วไหลอีกหรือไม่ ใครที่กำลังคิดจะซื้อรุ่นแรกไว้แล้วล่ะก็ รุ่น 2 นี้คือคำตอบที่รอคอยจริง ๆ
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 5
กำลังโหลดความคิดเห็น...