เจาะประเด็น
Culture / Tech
เด็กมัธยมฯ แห่ใช้ช่องคอมเมนต์พอดแคสต์ NPR เป็นแชทกลุ่ม เพราะโดนบล็อกแอปอื่นหมด
เมื่อทุกช่องทางถูกปิด ประตูบานสุดท้ายที่เด็กๆ เจอคือกล่องคอมเมนต์ใต้ตอนหนึ่งของพอดแคสต์
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 3 นาที
เด็กๆ ไม่ได้อยากแฮกอะไรเลย แค่อยากคุยกัน แล้วระบบที่ผู้ใหญ่สร้างก็ไม่เหลือที่ให้พวกเขา
ลองจินตนาการว่าคุณเป็นเด็กมัธยมต้นคนหนึ่ง โดนพ่อแม่หรือโรงเรียนบล็อกแอปแชท แบล็อกโซเชียลมีเดีย แทบจะทุกช่องทางที่เพื่อนคนอื่นเขาใช้คุยกัน แล้ววันหนึ่งคุณเปิด Spotify ฟังพอดแคสต์ของ NPR รายการ Wild Card แล้วเห็นว่ามันมีช่องคอมเมนต์ใต้ตอนนั้นว่างๆ อยู่ เรื่องต่อไปที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่ไม่มีใครออกแบบไว้เลย
เด็กกลุ่มนี้เปลี่ยนช่องคอมเมนต์ใต้ตอนหนึ่งของพอดแคสต์ Wild Card ให้กลายเป็นแชทกลุ่มแบบด้นสดๆ คุยกันไปเรื่อย ทั้งเรื่องสัพเพเหระ เรื่องตลก และอะไรก็ตามที่เด็กวัยนี้คุยกัน มันไม่ใช่ฟีเจอร์ที่ Spotify เปิดให้ใช้เป็นแชท มันไม่ใช่กลุ่มปิดที่มีรหัสเข้าห้อง มันคือกล่องคอมเมนต์ธรรมดา ที่บังเอิญมีช่องว่างให้คนที่ไม่มีที่ไปได้ใช้
เรื่องนี้ถูกหยิบมาเล่าในตอนใหม่ของรายการ This American Life โดยพิธีกรอย่าง Ira Glass ที่ลงไปขุดว่าจริงๆ แล้วเด็กๆ ไปโผล่กันตรงนั้นได้ยังไง และทำไมถึงเลือกที่นั่น คำตอบที่ได้ย่อมออกมาในแนวเดิมๆ ที่เราพอเดาได้ นั่นคือเด็กถูกบล็อกจากแอปอื่นและโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ จนไม่เหลือช่องทางไหนให้คุยกันแบบเป็นกลุ่มอีกแล้ว
ตรงนี้แหละที่มันน่าสนใจกว่าที่เห็นในครั้งแรก เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องน่ารักๆ ว่าเด็กไปป่วนช่องคอมเมนต์พอดแคสต์ผู้ใหญ่ แต่มันคือหลักฐานว่าเมื่อคุณปิดประตูทุกบาน เด็กไม่ได้หยุดอยากคุยกัน พวกเขาแค่หาประตูบานใหม่ที่คุณยังลืมปิด
และช่องคอมเมนต์ของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเพลงก็เป็นบานที่แทบไม่มีใครนึกถึง มันถูกออกแบบมาให้คนแสดงความเห็นสั้นๆ ใต้เพลงหรือตอนพอดแคสต์ ไม่ได้ออกแบบมาให้เป็นห้องคุยกัน แต่พอไม่มีที่อื่นให้ไป มันก็กลายเป็นที่นั้นไปโดยปริยาย
มุมของผมคือ อันนี้ไม่ใช่เรื่องของเด็กดื้อหรือเด็กหาช่องทางเลี่ยงกฎ แต่มันสะท้อนว่าระบบที่ผู้ใหญ่สร้างขึ้นเพื่อ "ปกป้อง" เด็ก กับความต้องการพื้นฐานที่สุดของเด็กอย่างการได้คุยกับเพื่อน มันไม่ได้ถูกออกแบบให้อยู่ร่วมกันเลย เราบล็อกแอป บล็อกโซเชียล แต่เราไม่เคยถามว่าถ้าบล็อกหมดแล้ว เด็กจะไปคุยกันที่ไหน
สำหรับ Spotify เอง นี่ก็เป็นทั้งเรื่องตลกและสัญญาณเตือนเบาๆ ว่าช่องคอมเมนต์ที่คิดว่าเป็นแค่ฟีเจอร์ประกอบ อาจกลายเป็นพื้นที่สังคมที่ไม่ตั้งใจได้ทุกเมื่อ และเมื่อมันเกิดขึ้นจริง บริษัทก็ต้องตัดสินใจว่าจะปล่อยให้มันเป็นแบบนั้นต่อไป หรือจะเริ่มมีมาตรการจัดการกับสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ออกแบบมาให้รองรับ
เรื่องนี้สอนเราว่าต่อให้ปิดประตูทุกบาน เด็กๆ ก็ยังหาทางคุยกันจนได้ และถ้าเรายังออกแบบระบบโดยไม่คิดถึงความต้องการจริงของพวกเขา ครั้งต่อไปที่เด็กไปโผล่ในที่ที่ไม่ควรโผล่ มันจะไม่ใช่ความผิดของเด็กเลย
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 5
กำลังโหลดความคิดเห็น...