The Verge 35 วันที่แล้ว video_ai AI Generated

ทำไมคนที่รวยจาก AI ถึงออกมาบอกให้ "หยุดก่อน"

เกี่ยวกับ OpenAI
The Verge 16 Sep 2026
85
0
100
รูปภาพประกอบ
รูปภาพประกอบกระทู้
19 20m



เจาะประเด็น
AI / Policy


ทำไมคนที่รวยจาก AI ถึงออกมาบอกให้ "หยุดก่อน"



วงการ AI กำลังเล่นเกมเดิมซ้ำอีกครั้ง เมื่อคนที่ได้ประโยชน์สูงสุดกลับเป็นคนเรียกร้องให้มีกฎคุมเสียเอง




ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 4 นาที



ถ้าคนที่ได้กำไรสูงสุดจาก AI ยังบอกว่า "ต้องรีบคุม" — เราควรถามกลับว่าพวกเขากลัวอะไรกันแน่




ไม่กี่วันมานี้ มีคนกลุ่มหนึ่งที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องชะลอความเร็วเรื่อง AI ก่อนที่เราจะควบคุมมันไม่ได้ และคนกลุ่มนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน — Sam Altman ซีอีโอ OpenAI, Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic, Demis Hassabis ผู้ร่วมก่อตั้ง Google DeepMind, Satya Nadella ซีอีโอ Microsoft และอีกหลายคน ฟังดูเหมือนเป็นความรับผิดชอบต่อสังคม แต่ถ้าย้อนดูประวัติศาสตร์ของวงการนี้ มันเป็นเพลงที่เราได้ยินซ้ำมาหลายรอบแล้ว



ที่มา


The Verge ชี้ว่าการออกมาเรียกร้องให้มีกฎคุม AI ของบรรดาผู้บริหารระดับสูงไม่ใช่เรื่องใหม่ มันเกิดซ้ำเป็นแพตเทิร์นมาตั้งแต่ยุคที่ ChatGPT เริ่มบูม และทุกครั้งที่เกิด ก็มักมาพร้อมกับช่วงเวลาที่บริษัทของพวกเขากำลังต้องการอะไรบางอย่างจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่หายใจในการพัฒนา หรือการผลักภาระความรับผิดชอบไปให้คู่แข่งรายเล็กที่ไม่มีทรัพยากรสู้



ประเด็นที่ต้องเข้าใจคือ การเรียกร้องให้ "ควบคุม" ไม่ได้แปลว่าอยากให้หยุดจริงๆ ในทางกลับกัน มันอาจหมายถึงการกำหนดกติกาที่ตัวเองได้เปรียบ บริษัทใหญ่ที่มีทีมกฎหมายเป็นร้อยคนย่อมผ่านด่านกฎระเบียบได้ง่ายกว่าสตาร์ตอัพสิบคนในโรงรถ กฎที่เขียนขึ้นมาแบบกว้างๆ อาจกลายเป็นกำแพงที่กันคู่แข่งรายใหม่ไม่ให้เข้ามาเล่นในสนาม



“
a lot of people who stand to make a lot of money from AI all publicly agreed that it's time to make everyone slow down before we lose control


ประโยคนี้จากต้นฉบับสรุปเกมทั้งหมดไว้ได้ดีมาก — คนที่ "stand to make a lot of money from AI" กำลังบอกให้คนอื่นชะลอ ฟังเผินๆ เหมือนเป็นความห่วงใยต่อมนุษยชาติ แต่ถ้าคิดในมุมเศรษฐศาสตร์ มันคือการสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองในเวทีสาธารณะ ขณะเดียวกันก็กดดันให้ฝ่ายนิติบัญญัติออกกฎที่ตัวเองมีส่วนร่วมร่าง



แพตเทิร์นที่วนซ้ำ


ถ้าย้อนดูจะเห็นว่าวัฏจักรนี้เกิดมาหลายรอบ รอบแรกคือช่วงที่ ChatGPT เปิดตัวใหม่ๆ ผู้บริหารหลายรายออกมาเตือนถึง "ความเสี่ยงต่อการอยู่รอดของมนุษยชาติ" พร้อมกับเซ็นจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้หยุดพัฒนา AI ชั่วคราว รอบต่อมาคือช่วงที่กฎหมาย AI ของสหภาพยุโรปกำลังจะผ่าน ผู้บริหารบริษัทเทคยักษ์ใหญ่บินไปล็อบบี้ที่บรัสเซลส์กันขรม และรอบล่าสุดคือตอนนี้ ที่หลายประเทศเริ่มขยับร่างกฎหมายของตัวเอง



สิ่งที่เหมือนกันทุกครั้งคือ จังหวะเวลา — พวกเขาจะออกมาเรียกร้องให้มีกฎก็ต่อเมื่อกฎกำลังจะมาไม่ว่าจะยังไง และการเข้าไปมีส่วนร่วมตอนนี้ ทำให้พวกเขามีอำนาจต่อรองในขั้นตอนการเขียนรายละเอียด ดีกว่าไปนั่งรอรับกฎที่คนอื่นเขียนเสร็จแล้ว




ผลต่อสตาร์ตอัพ

กฎที่เข้มงวดมักมีต้นทุนการปฏิบัติตามที่สูง บริษัทใหญ่แบกรับไหว แต่รายเล็กอาจอยู่ไม่รอด กลายเป็นการตีกรอบคู่แข่งทางอ้อม



ผลต่อสาธารณะ

คนทั่วไปได้ความสบายใจว่ามีคนคุม แต่คำถามคือกฎที่ออกมาจะคุมที่ตัวโมเดล หรือคุมที่การใช้งาน และใครเป็นคนบังคับใช้จริง



ผลต่อภูมิรัฐศาสตร์

แต่ละประเทศมีท่าทีต่างกัน บางที่เร่งออกกฎเข้ม บางที่ปล่อยเสรีเพื่อดึงดูดการลงทุน ทำให้บริษัทเทคต้องเลือกว่าจะตั้งฐานที่ไหน


มุมที่น่าสนใจที่สุดของเรื่องนี้คือ มันไม่ใช่การโกหกหรือการหลอกลวงแบบตรงๆ ความกังวลเรื่อง AI อันตรายเป็นเรื่องจริง และผู้บริหารเหล่านี้ก็อาจจะกังวลจริงด้วยซ้ำ แต่การกังวลจริงกับการได้ประโยชน์จากสถานการณ์มันอยู่ร่วมกันได้ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนกว่าที่ข่าวทั่วไปจะเล่า



💡

อย่าเพิ่งเชื่อคนที่บอกให้หยุด ถ้ายังไม่ดูว่าพวกเขาหยุดจริงหรือแค่หยุดคนอื่น — เพราะในเกม AI ทุกวันนี้ กฎที่เขียนดีที่สุดคือกฎที่เขียนโดยคนที่รู้ว่าจะเขียนให้ตัวเองชนะได้ยังไง



ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ


#AIregulation #TechPolicy #SamAltman

🔗 อ่านต่อ · สินค้าและคำถามที่เกี่ยวข้อง

สินค้ามาแรงตอนนี้

คนขายของถามบ่อย

ความคิดเห็น 6

กำลังโหลดความคิดเห็น...