เจาะประเด็น
Big Tech / Society
GoFundMe กลายเป็น "แผนสำรอง" ของคนอเมริกันไปแล้วหรือยังไง?
CEO คนปัจจุบันยอมรับตรงๆ ว่าแพลตฟอร์มระดมทุนนี้ถูกใช้งานหนักจนกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบสังคมอเมริกันที่รัฐดูแลไม่ทั่วถึง
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 5 นาที
ถ้าระบบรัฐสวัสดิการไม่พัง คนจะต้องมาระดมทุนค่ารักษาพยาบาลกันบนอินเทอร์เน็ตแบบนี้หรือ?
เรื่องนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับเว็บไซต์ระดมทุนเฉยๆ อีกต่อไปแล้วนะครับ เพื่อนๆ ผมฟังพอดแคสต์ Decoder ของ The Verge สัมภาษณ์ Tim Cadogan ซีอีโอของ GoFundMe แล้วมันอดคิดไม่ได้จริงๆ ว่าแพลตฟอร์มนี้มันกลายเป็น "เสาหลัก" ของสังคมอเมริกันไปแล้ว ตอนที่ Tim เข้ารับตำแหน่งเดือนมีนาคม 2020 ใครจะคิดว่าอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมาโลกจะเข้าสู่ภาวะโรคระบาดใหญ่ และแพลตฟอร์มนี้จะกลายเป็นที่พึ่งสุดท้ายของผู้คนนับล้าน
ฟังดูไม่ได้เว่อร์นะ เพราะถ้าแกะโครงสร้างสังคมอเมริกันดู จะเห็นว่ามันมีช่องโหว่ขนาดมหึมาอยู่เต็มไปหมด โดยเฉพาะเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่แพงลิบลิ่วจนคนป่วยหนักต้องคิดหนักว่าจะรักษาต่อหรือปล่อยให้มันจบๆ ไป หรือแม้แต่ค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ อย่างชุดกีฬานักเรียนที่พ่อแม่บางคนก็หาเงินไม่ทันจริงๆ GoFundMe เข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่รัฐควรจะดูแล แต่กลับไม่ดูแลตรงนี้
Tim เล่าให้ฟังว่าช่วงที่เขารับตำแหน่งใหม่ๆ มันคือช่วงที่ป่วนสุดๆ เพราะความต้องการใช้แพลตฟอร์มพุ่งพรวดแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน ผู้คนเดือดร้อนจากโควิดรอบด้าน ตั้งแต่ค่าครองชีพ ค่ารักษา ไปจนถึงงานศพ คนอเมริกันจำนวนมากไม่มีเงินสำรองแม้แต่ 400 ดอลลาร์ (ประมาณ 14,000 บาท) สำหรับเหตุฉุกเฉิน นี่คือสถิติจริงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ เคยสำรวจไว้ มันจึงไม่แปลกที่ทุกครั้งที่มีวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นไฟป่า น้ำท่วม หรือโรคระบาด ผู้คนจะแห่กันเปิดระดมทุนกันพรึ่บ
สิ่งที่น่าสนใจคือ GoFundMe ไม่ได้เป็นแค่เว็บไซต์การกุศล แต่ตอนนี้มันกลายเป็น "โครงสร้างพื้นฐาน" ของสังคมไปแล้ว คำนี้ผมใช้ไม่แรงไป เพราะลองคิดดูว่า ถ้าวันดีคืนดีแพลตฟอร์มนี้ล่ม หรือมีนโยบายเก็บค่าธรรมเนียมแพงขึ้นมา คนจำนวนเท่าไหร่ที่จะเดือดร้อน? มันคือสิ่งที่คนอเมริกันใช้เป็น "แผนสำรอง" เมื่อระบบอื่นล้มเหลว
ผมมองว่าปรากฏการณ์นี้มันสะท้อนอะไรได้หลายอย่าง อย่างแรกคือความล้มเหลวของระบบรัฐสวัสดิการอเมริกันที่ปล่อยให้ประชาชนต้องพึ่งพาน้ำใจคนแปลกหน้าบนอินเทอร์เน็ตเพื่อความอยู่รอด มันไม่ได้น่าภูมิใจที่บริษัทเทคฯ จะมาเป็น "ฮีโร่" แต่ในทางกลับกัน มันคือการตอกย้ำว่ารัฐบาลไม่สามารถดูแลประชาชนของตัวเองได้อย่างทั่วถึง
อย่างที่สองคือเรื่องของความไม่เท่าเทียม แคมเปญระดมทุนที่ประสบความสำเร็จมักเป็นเรื่องราวที่ "ขายได้" มีความน่าสนใจ หรือเข้าถึงคนหมู่มากได้ แต่คนที่เจ็บป่วยแล้วไม่เก่งเรื่องการเล่าเรื่อง หรือไม่มีเน็ตเวิร์กแข็งแรง จะหลุดจากเรดาร์ไปทันที มันกลายเป็นว่าโอกาสรอดชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการ "ขายเรื่องเศร้า" ของตัวเองให้คนอื่นเห็นอีกต่างหาก
และอย่างที่สามที่ผมคิดว่าสำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องของความยั่งยืน การพึ่งพาแพลตฟอร์มเอกชนในการแก้ปัญหาสังคมมันเสี่ยงมาก เพราะนโยบายบริษัทเปลี่ยนได้ตลอด อัลกอริทึมเปลี่ยนได้ หรือถ้าบริษัทเจ๊งไป ระบบช่วยเหลือทั้งประเทศก็จะหายวับไปกับตา นี่มันคือฐานรากที่สร้างบนทรายชัดๆ
ค่ารักษาพยาบาล
ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ยังคงเป็นเหตุผลอันดับต้นๆ ที่คนอเมริกันต้องเปิดระดมทุน แม้จะมีประกันสุขภาพแล้วก็ตาม แต่ค่าใช้จ่ายส่วนเกินหรือค่ารักษาที่ไม่ครอบคลุมยังสูงลิ่ว
ภัยพิบัติทางธรรมชาติ
ไฟป่า พายุเฮอริเคน หรือน้ำท่วม ทำให้คนสูญเสียบ้านเรือนและทรัพย์สินจำนวนมาก การระดมทุนกลายเป็นทางออกเร่งด่วนที่เร็วกว่าการรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐ
ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
ไม่ใช่แค่เรื่องใหญ่ๆ นะครับ ค่าเล่าเรียน ชุดกีฬานักเรียน หรือแม้แต่ค่าน้ำค่าไฟ ก็กลายเป็นเหตุผลที่คนต้องมาขอความช่วยเหลือ เพราะรายได้ไม่พอจ่ายจริงๆ
Tim เป็นคนเก่งและมีวิสัยทัศน์ที่ดีในการบริหารแพลตฟอร์มให้เติบโต แต่ผมว่าเขาเองก็คงรู้ดีว่าการที่ธุรกิจของตัวเองโตแบบก้าวกระโดดเพราะคนในประเทศเดือดร้อนหนักขนาดนั้น มันไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนักหรอก มันเหมือนร้านขายยาที่ขายดีเพราะคนป่วยเยอะ ถึงจะได้เงินแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสังคมแข็งแรง
ถ้าถามผม GoFundMe คือหลักฐานชั้นดีว่าสังคมอเมริกันกำลังเดินบนเส้นเชือกที่บางเฉียบ การมีแพลตฟอร์มนี้ไว้ช่วยเหลือกันเป็นเรื่องดี แต่การที่มันกลายเป็น "แผนสำรอง" ของประเทศคือไฟแดงที่รัฐบาลควรจะมองเห็น แล้วรีบแก้ที่ต้นเหตุ ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนช่วยตัวเองกันแบบนี้ต่อไป
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 4
กำลังโหลดความคิดเห็น...