เจาะประเด็น
Streaming
Netflix ไล่คนออกไม่ใช่ทางรอดถ้าเนื้อหายังไม่ตอบโจทย์
เมื่อการลดต้นทุนด้วยการปลดพนักงานอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของวิกฤตความเชื่อมั่นที่ Netflix กำลังเผชิญ
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 3 นาที
การปรับโครงสร้างองค์กรขนานใหญ่เพื่อเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน อาจกลายเป็นแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหาก Netflix ยังหาจุดสมดุลระหว่างปริมาณและคุณภาพของคอนเทนต์ไม่ได้
เป็นเรื่องปกติที่พอตัวเลขเริ่มแกว่ง พี่ใหญ่ในวงการสตรีมมิ่งอย่าง Netflix ก็ต้องออกมาทำอะไรสักอย่างเพื่อกู้ศรัทธาจากนักลงทุน ล่าสุด Ted Sarandos และ Greg Peters สองบิ๊กบอสของค่ายก็ออกมาการันตีเสียงแข็งว่าไม่มีอะไรต้องกังวล แต่ในความเป็นจริงเรากลับเห็นภาพการปรับทัพครั้งใหญ่ที่ดูจะสวนทางกับคำพูดนั้นอยู่พอสมควร
การประกาศปลดพนักงานกว่า 1,000 ชีวิตไม่ใช่เรื่องเล็กๆ โดยเฉพาะเมื่อมันกระทบไปถึงแผนกหัวใจสำคัญอย่างฝ่ายผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และกฎหมาย ยิ่งไปกว่านั้นคือการสับเปลี่ยนตัวผู้บริหารระดับสูง ไม่ว่าจะเป็น Chief Content Officer หรือระดับประธานสายหนังที่โดนเด้งออกไปแบบยกแผง มันสะท้อนให้เห็นว่าข้างใน Netflix กำลังร้อนระอุและต้องการการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือ
ถามว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? ก็เพราะ Netflix เคยเป็น "พิมพ์เขียว" ของความสำเร็จในยุคสตรีมมิ่ง แต่ตอนนี้พอตลาดเริ่มอิ่มตัวและคู่แข่งรายอื่นขยับตัวแรง การจะมานั่งพึ่งพาแค่การลดรายจ่ายมันดูจะเป็นกลยุทธ์ที่ล้าหลังไปแล้ว การไล่คนออกอาจจะทำให้ตัวเลขในงบดุลดูสวยขึ้นในระยะสั้น แต่ถ้าไม่ได้แก้ที่ตัวคอนเทนต์หรือทิศทางการผลิตที่ดึงดูดใจคนดูจริงๆ สุดท้ายก็เหมือนการพายเรือวนอยู่ในอ่าง
จริงดิที่ว่าการจัดระเบียบภายในเป็นเรื่องจำเป็น แต่ถ้ามองลึกลงไป ปัญหาของ Netflix ไม่ใช่เรื่องจำนวนพนักงานหรือโครงสร้างฝ่ายกฎหมาย แต่มันคือเรื่องของ "คุณภาพคอนเทนต์" ที่พักหลังมานี้หลายคนเริ่มบ่นว่าหาของดีดูยากขึ้นเรื่อยๆ การที่บริษัทเลือกจะตัดงบและปรับคนแทนที่จะเน้นไปที่การคัดสรรงานคุณภาพ มันเลยเป็นสัญญาณที่ค่อนข้างน่าห่วงสำหรับแฟนตัวยง
การเข้ามาของทีมบริหารชุดใหม่ที่ต้องรับไม้ต่อท่ามกลางแรงกดดันมหาศาลนี้ ถือเป็นบททดสอบที่โคตรหิน เพราะพวกเขาไม่ได้แค่ต้องบริหารต้นทุนให้รอด แต่ต้องหาทางทำให้ Netflix กลับมาเป็น "ที่หนึ่ง" ในใจคนดูให้ได้เหมือนสมัยที่เริ่มทำสตรีมมิ่งใหม่ๆ ซึ่งอันนี้บอกเลยว่าไม่ง่าย เพราะพฤติกรรมคนดูเปลี่ยนไปเร็วมาก
สรุปสั้นๆ คือการลดไซส์องค์กรครั้งนี้อาจจะช่วยให้บริษัทดูคล่องตัวขึ้นในสายตานักลงทุน แต่สำหรับผู้บริโภคอย่างเราๆ สิ่งที่วัดผลได้จริงไม่ใช่การมีพนักงานกี่คน แต่คือซีรีส์หรือหนังเรื่องถัดไปที่ปล่อยออกมา ว่าจะยังคงความขลังหรือจะกลายเป็นแค่คอนเทนต์ขยะที่ดูแล้วลืมไปในพริบตา
การลดต้นทุนด้วยการปลดคนอาจช่วยให้กราฟตัวเลขดูดีขึ้นชั่วคราว แต่ถ้า Netflix ไม่สามารถกู้คืนความเชื่อมั่นด้วยคุณภาพคอนเทนต์ที่เหนือกว่าคู่แข่งได้ การปรับทัพครั้งนี้ก็เป็นเพียงแค่การซื้อเวลาไปวันๆ เท่านั้น
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 1
กำลังโหลดความคิดเห็น...