เจาะประเด็น
Geopolitics / AI
มาเลย์เมินคำเตือนสหรัฐฯ จ้องใช้ชิป Huawei ลุยโปรเจกต์ AI ระดับชาติ
ประเทศเล็กๆ กำลังเลือกข้างในสงครามชิป หรือแค่อยากได้ของถูกกว่ากันแน่?
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 3 นาที
ถ้าสหรัฐฯ บีบหัวเด็ดปีกนกขนาดนี้ แล้วประเทศเล็กๆ อย่างมาเลเซียจะเอาตัวรอดยังไงในเกมที่ยักษ์ใหญ่เขาเล่นกัน?
เรื่องนี้มันไม่ได้ตลกแล้วนะครับพี่น้อง ขนาดมาเลเซีย ซึ่งปกติเป็นไก่รองบ่อนในเวทีการเมืองโลก ยังกล้าลุกขึ้นมาสบตากับสหรัฐฯ แบบไม่หลบสายตา ด้วยการประกาศว่าจะใช้ชิป AI จาก Huawei ผู้ผลิตจีนที่ถูกแบนไปแล้วครึ่งโลก มาปั้นโปรเจกต์ AI ระดับประเทศของตัวเอง ทั้งที่เพิ่งโดน Uncle Sam เตือนหน้าตาเฉยๆ ว่าอย่าไปยุ่งกับเจ้านี้เลย เดี๋ยวจะเดือดร้อนภายหลัง
ฟังดูผิวเผินเหมือนมาเลเซียกำลังเล่นกับไฟ แต่ถ้ามองให้ลึกเข้าไปอีกชั้น มันคือสัญญาณที่ชัดเจนมากว่า "ยุคที่อเมริกาคุมเกมชิปได้แต่เพียงผู้เดียวมันจบลงแล้ว" ประเทศที่ไม่ได้อยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างมาเลเซีย เขาเริ่มคำนวณผลประโยชน์ของตัวเองแล้วว่าอะไรมันเวิร์กกว่ากัน ระหว่างการฟังคำสั่งจากวอชิงตันไปเรื่อยๆ กับการจับมือกับฝั่งที่เสนอเทคโนโลยีให้ได้ในราคาที่จับต้องได้และไม่ต้องมีเงื่อนไขเยอะแยะ
ต้องเล่าย้อนให้ฟังหน่อยว่าทำไมเรื่องนี้ถึงปมใหญ่ขนาดนี้ สหรัฐฯ ภายใต้การนำของไบเดนและต่อเนื่องมาถึงทรัมป์ ออกกฎแบนไม่ให้บริษัทชิปอย่าง NVIDIA ขายชิป AI ระดับสูงสุดให้จีนมานานแล้ว และล่าสุดก็ขยายวงกว้างไปถึงการกดดันประเทศอื่นๆ ไม่ให้ซื้อเทคโนโลยีจาก Huawei ด้วย เพราะมองว่ามันคือช่องโหว่ด้านความมั่นคง แม้แต่ประเทศพันธมิตรอย่างเยอรมนีหรืออังกฤษยังต้องคิดหนักๆ ก่อนจะแตะของของ Huawei
แต่มาเลเซียกลับเลือกจะเดินสวนกระแส แน่นอนว่าพวกเขาอ้างเหตุผลเรื่อง "ความคุ้มค่า" และ "ราคาที่เข้าถึงได้" เพราะชิปของ Huawei โดยเฉพาะ Ascend 910B นั้นถูกกว่าและหาง่ายกว่าชิปตะวันตกที่ขาดตลาดและต้องรอคิวข้ามปี แต่ผมว่าเบื้องหลังมันคือการเมืองระหว่างประเทศที่ซับซ้อนกว่านั้นเยอะ
นี่คือสิ่งที่รัฐมนตรีคนหนึ่งของเขาออกมาพูดกับสื่อ ซึ่งมันคือการส่งสารถึงสหรัฐฯ ว่า "ฉันได้ยินแล้ว แต่ฉันจะทำในสิ่งที่ฉันคิดว่าดีที่สุด" มันคือท่าทีของประเทศกำลังพัฒนาที่เริ่มเบื่อหน่ายกับการถูกบังคับให้เลือกข้างในสงครามเทคโนโลยีที่เขาไม่ได้ก่อ และมองว่าการพัฒนา AI ของตัวเองเป็นเรื่องเร่งด่วนเกินกว่าจะมานั่งรออนุญาตจากใคร
ถ้ามาเลเซียทำสำเร็จ มันจะกลายเป็นแม่แบบให้ประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือแม้แต่ประเทศในแอฟริกากล้าที่จะแหกกฎเกณฑ์ของตะวันตกมากขึ้น เพราะพวกเขาจะเห็นว่ามีตัวอย่างจริงที่ไม่ได้ล้มละลายหรือโดนคว่ำบาตรจนอยู่ไม่ได้ ขนาดมาเลเซียซึ่งเป็นประเทศมุสลิมที่มีความสัมพันธ์อันดีกับทั้งสองขั้วยังกล้า ประเทศอื่นจะกลัวอะไรล่ะ?
ราคาที่ถูกกว่า
ชิป AI ของ Huawei มีต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่าชิปตะวันตกหลายเท่า ทำให้ประเทศที่มีงบจำกัดเข้าถึงเทคโนโลยีได้
ไม่ต้องรอคิว
ชิปฝั่ง NVIDIA ถูกจำกัดโควตาและต้องรอนาน แต่ของ Huawei ส่งมอบได้ทันที ทำให้โปรเจกต์เดินหน้าไว
เงื่อนไขทางการเมืองน้อยกว่า
การซื้อชิปจากจีนไม่มีข้อผูกมัดเรื่องสิทธิมนุษยชนหรือการตรวจสอบการใช้งานแบบที่สหรัฐฯ กำหนด
แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันคือการพนันครั้งใหญ่ เพราะการดึง Huawei เข้ามาในระบบคลาวด์และโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับชาติ หมายถึงการเปิดประตูให้จีนเข้าถึงข้อมูลมหาศาลของประเทศ ซึ่งถ้าวันไหนความสัมพันธ์ทางการทูตพัง นั่นคือระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ และที่สำคัญคือมันจะทำให้มาเลเซียกลายเป็นเป้าสายตาของมาตรการตอบโต้จากสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นภาษีสินค้าส่งออก หรือการตัดสิทธิ์ทางเทคโนโลยีอื่นๆ ที่อาจตามมา
ผมมองว่าเรื่องนี้มันคือบททดสอบครั้งสำคัญของระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัว เราเห็น "โลกหลายขั้ว" (Multipolar World) กำลังเป็นจริงขึ้นมาทุกที ไม่ใช่แค่ในเชิงการทูต แต่ในเชิงเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานด้วย ประเทศเล็กๆ เริ่มรู้แล้วว่าการผูกขาดกับใครคนเดียวมันเสี่ยงเกินไป การมีทางเลือกหลายทางแม้จะเสี่ยงในอีกแง่หนึ่ง แต่ก็ทำให้ต่อรองได้มากกว่า
ผมว่าถึงเวลาแล้วที่สหรัฐฯ ต้องเลิกคิดว่าทุกประเทศจะเดินตามคำสั่งไปตลอดกาล มาเลเซียอาจไม่ใช่ยักษ์ใหญ่ แต่การตัดสินใจครั้งนี้คือหมากที่สั่นกระดานทั้งใบ และมันจะทำให้อีกหลายประเทศเริ่มคิดทบทวนว่า "เราจะยืนข้างใครดี" ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะมันคือหนทางเอาชีวิตรอดของประเทศตัวเองมากกว่า
ที่มา: Reddit r/hardware — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 6
กำลังโหลดความคิดเห็น...