เจาะประเด็น
Surveillance
ชาวอเมริกันเริ่มลงมือทำลายกล้อง Flock กันแล้ว และนี่คือแค่จุดเริ่มต้น
การต่อต้านที่ไร้แกนนำ ไร้แบบแผน กำลังกลายเป็นฝันร้ายของระบบเฝ้าระวังมวลชน
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 4 นาที
คำถามคือ เมื่อรัฐติดตั้งตาเทพไว้ทุกมุมเมือง แล้วประชาชนไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะปิดตาเทพนั้น เราจะเรียกระบบแบบนี้ว่าอะไร? "ประชาธิปไตย" หรือ "เรือนจำเปิด"?
เรื่องนี้มันไม่ได้ตลกแล้วนะครับเพื่อนๆ ชาวอเมริกันเขาไม่ได้แค่โวยวายหรือยื่นหนังสือคัดค้านกันเฉยๆ อีกต่อไป พวกเขาลงมือจริงจังกับกล้อง Flock ที่รัฐติดตั้งไว้ตามไฟแดง ตามทางแยก ตามย่านที่พักอาศัย เพื่อสแกนป้ายทะเบียนรถทุกคันที่แล่นผ่าน โดยไม่ต้องมีหมายค้น ไม่ต้องมีข้อสงสัยใดๆ ว่าคุณทำผิดหรือยัง แค่ขับรถผ่านไปก็ถูกบันทึกข้อมูลไว้แล้ว
ข่าวจาก The Verge บอกชัดเจนว่าสงครามกลางเมืองแบบเงียบๆ ระหว่างประชาชนกับเทคโนโลยีเฝ้าระวังได้ปะทุขึ้นแล้ว ตั้งแต่การเอากล้องลงมาจากเสา แกะสายไฟ ทุบให้แตก ไปจนถึงฉีดสีพ่นใส่เลนส์จนบอดสนิท ทุกอย่างเกิดขึ้นแบบ "ไม่มีแบบแผน" ไม่มีหัวหน้า ไม่มีองค์กรกลางมาสั่งการ มันคือการลุกฮือแบบกระจายตัวของคนธรรมดาที่เบื่อหน่ายเต็มที
ย้อนกลับไปสักนิด Flock Safety คือบริษัทสตาร์ทอัพที่ขายระบบกล้องจดทะเบียนรถให้ตำรวจท้องถิ่นทั่วสหรัฐฯ โดยโฆษณาว่าจะช่วยลดอาชญากรรมได้จริง ฟีเจอร์เด็ดคือมันอ่านป้ายทะเบียนได้อัตโนมัติ 24 ชั่วโมง และเก็บข้อมูลทุกคันที่ผ่าน ไม่ใช่แค่รถต้องสงสัย ข้อมูลเหล่านี้ถูกเก็บไว้ในคลาวด์ของบริษัท และตำรวจสามารถสืบค้นย้อนหลังได้ว่า "รถคันนี้ไปไหนมาบ้าง"
ฟังดูอาจจะดีในมุมของคนที่อยากให้จับโจรได้เร็วขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันคือการเฝ้าระวังมวลชนที่แทบไม่มีการกำกับดูแลจากสภาเมืองหรือศาลเลย แถมข้อมูลยังถูกแชร์ข้ามรัฐกันด้วย หมายความว่ารถคุณถูกสอดแนมทุกครั้งที่ออกจากบ้าน โดยที่คุณไม่เคยถูกตั้งข้อหาอะไรเลยด้วยซ้ำ
ประเด็นสำคัญที่ The Verge ชี้ให้เห็นคือ "ความไม่มีแบบแผน" ต่างหากที่เป็นเกราะป้องกันตัวเองของขบวนการนี้ เพราะมันไม่มีหัวโจกให้จับ ไม่มีเพจหลักให้ปิด ไม่มีแกนนำให้ข่มขู่ ทุกคนคือผู้ก่อการร้ายตัวจิ๋วที่ลงมือคนเดียว หรือรวมกลุ่มกันเล็กๆ ในพื้นที่ของตัวเอง แล้วแชร์คลิปผลงานลงโซเชียลให้คนอื่นเห็นเป็นแรงบันดาลใจ
ลองคิดดูครับ ถ้าตำรวจจับคนที่ทุบกล้องได้หนึ่งคน ก็ยังมีอีกสิบคนที่พร้อมจะทำแบบเดียวกันในคืนถัดมา เพราะแรงจูงใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนโกรธเรื่องความเป็นส่วนตัว บางคนกลัวว่าข้อมูลจะรั่วไหล บางคนแค่เกลียดตำรวจ บางคนมองว่ามันคือการต่อสู้กับ "ดวงตาที่มองเห็นทุกอย่าง" ของรัฐบาล
ที่สำคัญคือ มันไม่ใช่อาชญากรรมที่คนทั่วไปรู้สึกผิดด้วยซ้ำ เพราะในมุมมองของคนจำนวนมาก กล้องพวกนี้คือผู้รุกรานที่เข้ามาบุกรุกชีวิตส่วนตัวก่อน พวกเขาแค่ "ตอบโต้" กลับไปเท่านั้นเอง
ไม่มีการรวมศูนย์
ไม่มีใครสั่งการ ไม่มีแผนที่ชัดเจน แต่ละคนลงมือตามวิธีที่ตัวเองถนัด ตั้งแต่ถอดสายไฟ ไปจนถึงใช้ปืนยิง
แพร่ระบาดทางโซเชียล
คลิปการทำลายกล้องกลายเป็น "วายร้ายยอดนิยม" ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองว่านี่คือการ์ตูนคนแสดงที่ตัวร้ายคือรัฐ
ความชอบธรรมในใจผู้ก่อเหตุ
คนที่ลงมือไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นอาชญากร แต่คิดว่ากำลัง "ปลดปล่อย" ชุมชนจากสิ่งผิดกฎหมายที่รัฐเอามาจ่อหน้า
The Verge เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า นี่คือ "สงครามกองโจร" ทางเทคโนโลยีที่ยากจะชนะด้วยการจับกุมรายบุคคล เพราะมันคือการลุกฮือของความรู้สึกที่ถูกกดทับมานาน ถ้าบริษัทหรือรัฐไม่เปลี่ยนแนวทาง การทำลายกล้องจะกลายเป็นวัฒนธรรมย่อยที่ยิ่งโตวันโตคืน
ผมมองว่าประเด็นนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่อเมริกานะครับ เพราะเทคโนโลยีแบบนี้กำลังจะแพร่หลายไปทุกที่ รวมถึงบ้านเราด้วย แค่เปลี่ยนชื่อบริษัท เปลี่ยนสีกล้อง แต่แนวคิดเดียวกันคือ "จับตาดูทุกคนตลอดเวลา" ถ้าสังคมไม่ตั้งคำถามตั้งแต่วันนี้ อีกห้าปีข้างหน้าเราอาจต้องเจอเหตุการณ์แบบเดียวกัน
นี่คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเฝ้าระวัง: ถ้าคุณสร้างเครื่องมือที่ประชาชนรู้สึกว่ามัน "ล่วงล้ำเกินไป" โดยไม่มีความยินยอมหรือการกำกับดูแลที่แท้จริง ชาวบ้านจะไม่รอให้คุณแก้ตัว พวกเขาจะลงมือเอง และเมื่อการลงมือเองกลายเป็นเรื่อง "กล้าหาญ" ในสายตาสังคม เกมของคุณก็จบลงแล้ว
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 5
กำลังโหลดความคิดเห็น...