รีวิวเกม
Gaming / Review
Elden Ring ลง Switch 2: เล่นได้จริงจัง ไม่ได้มาแบบขอไปที
เกมยากระดับตำนานบนเครื่องพกพา มันจะรอดไหม? คำตอบคือรอดแบบเกินคาด แต่ก็มีจุดที่ต้องแลก
ทีมข่าว เอไอไทย.com
⏱ อ่าน 5 นาที
เคยสงสัยไหมว่าเกมที่ถูกออกแบบมาเพื่อเครื่องแรงๆ จะถูกบีบลงเครื่องพกพาได้แค่ไหน? นี่คือบทพิสูจน์ว่า FromSoftware ทำการบ้านมาดีแค่ไหน
เรื่องนี้มันน่าสนใจตรงที่ FromSoftware ไม่ได้เอาอะไรมาเล่นๆ นะเว้ย พวกเขากำลังจะปล่อยเกมแนว competitive multiplayer สไตล์โกธิคอย่าง The Duskbloods ลง Switch 2 ในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งเป็นอะไรที่แปลกใหม่มากสำหรับสตูดิโอ แต่ก่อนจะถึงวันนั้น พวกเขากลับเอาผลงานชิ้นเอกอย่าง Elden Ring มาลงเครื่องพกพาให้เราได้ลุ้นกันก่อน
คิดดูให้ดี เกมที่กว้างใหญ่เต็มไปด้วยรายละเอียดแบบ Elden Ring มันคือบททดสอบที่โหดร้ายสำหรับฮาร์ดแวร์พกพา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเฟรมเรต ความละเอียด หรือแม้แต่การโหลดฉาก แต่สิ่งที่ The Verge รายงานออกมาคือมัน "ไม่ได้แย่อย่างที่คิด" แถมยังเล่นได้ลื่นไหลเกินคาดในหลายจุด ฟังดูแล้วเหมือนฝัน แต่ก็ต้องดูรายละเอียดกันหน่อย
ประเด็นมันอยู่ที่ว่า Elden Ring บนเครื่องอื่นๆ มันคือมาตรฐานของเกมแนว open-world action RPG ที่ใครๆ ก็เอาไปอ้างอิง พอมาลง Switch 2 ซึ่งมีสเปกสูงกว่า Switch เครื่องแรกมาก แต่ก็ยังเป็นรอง PS5 หรือ PC อยู่ดี คำถามคือทีมงานทำได้แค่ไหนในการบีบอัดโลกทั้งใบลงมาใส่ชิปของ NVIDIA ในเครื่องพกพาเครื่องนี้
จากรีวิวบอกว่า ตัวเกมรันที่ 30 FPS แบบล็อกเฟรม ซึ่งสำหรับเกมแนวนี้มันคือเรื่องปกติ แต่ที่เซอร์ไพรส์คือความนิ่งของเฟรมเรต ไม่ค่อยมีอาการเฟรมตกให้เห็นชัดเจนในโหมดพกพา ซึ่งเป็นจุดที่น่ากังวลที่สุด เพราะเกมแนวโซลส์มันต้องการความแม่นยำในการหลบและการโจมตี ถ้าเฟรมกระตุกเมื่อไหร่คือจบเห่
แต่มันก็ไม่ใช่ไม่มีจุดด้อย เรื่องของความละเอียดภาพคือสิ่งที่ต้องแลก บนจอใหญ่ ตัวเกมจะดูไม่คมชัดเท่าบนเครื่องอื่นๆ และรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในพื้นผิวอาจจะลดลงไปบ้าง แต่นี่คือสิ่งที่เราควรเข้าใจได้ เพราะมันคือการแลกมาซึ่งความสามารถในการพกพา เอาไปเล่นบนรถไฟ หรือนอนเล่นบนเตียงได้ ซึ่งมันคือจุดขายหลักของ Switch 2 อยู่แล้ว
ผมว่าสิ่งที่ FromSoftware ทำได้ดีคือการไม่ตัดทอนอะไรออกไป เนื้อหาทุกอย่างยังครบ ไม่ว่าจะเป็น DLC หรืออัปเดตต่างๆ มันคือ Elden Ring เต็มรูปแบบ ไม่ใช่เวอร์ชันตัดต่อ นี่คือสิ่งที่ควรชื่นชม เพราะหลายค่ายชอบทำเกมเวอร์ชันพกพาแบบ "ตัดเนื้อหาออกเพื่อความลื่น" แต่นี่ไม่ใช่ พวกเขาทำให้มันลื่นด้วยการปรับแต่งเทคนิค ไม่ใช่การตัดทอนคุณภาพ
จุดเด่น
เฟรมเรตนิ่ง เล่นได้ลื่นในโหมดพกพา เนื้อหาครบถ้วน ไม่มีการตัดทอน
จุดที่ต้องแลก
ความละเอียดภาพลดลงเมื่อเทียบกับเครื่องอื่น โดยเฉพาะรายละเอียดพื้นผิวและระยะไกล
เหมาะกับใคร
คนที่ไม่เคยเล่น Elden Ring มาก่อน และอยากได้ประสบการณ์เต็มรูปแบบบนเครื่องพกพา หรือคนที่อยากเล่นซ้ำรอบสองแบบนอนเล่นได้
จุดที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเวอร์ชันนี้ "ไม่ได้มาแบบขอไปที" คือการที่พวกเขาทำให้เกมมันเล่นสนุกในโหมดพกพาจริงๆ ไม่ใช่แค่ทำให้มันเปิดติดแล้วจบ การควบคุมทุกอย่างทำมาได้ดีกับจอยของ Switch 2 และการโหลดฉากก็เร็วพอสมควร ซึ่งสำคัญมากสำหรับเกมที่ตายบ่อยๆ แบบนี้ เพราะการรอโหลดนานๆ มันคือตัวฆ่าอารมณ์การเล่นจริงๆ
อีกอย่างที่ต้องพูดถึงคือเรื่องเสียง หลายคนอาจจะมองข้าม แต่การที่เสียงยังคงคุณภาพดี ไม่มีการบีบอัดจนฟังไม่รู้เรื่อง มันช่วยให้อารมณ์การสำรวจโลกอันกว้างใหญ่ยังคงอยู่ครบ ซึ่งตรงนี้หลายเกมบนเครื่องพกพามักจะทำได้ไม่ดี แต่ที่นี่ทำได้ดีเกินคาด
สรุปคือ ถ้าคุณเป็นคนที่รอคอยที่จะได้เล่น Elden Ring บนรถไฟฟ้าหรือระหว่างเดินทาง นี่คือเวอร์ชันที่ตอบโจทย์ที่สุดเท่าที่จะมีได้ในตอนนี้ มันไม่ได้ดีที่สุดในแง่เทคนิค แต่คือดีที่สุดในแง่ของ "ประสบการณ์ที่พกพาได้" และนั่นคือสิ่งที่ผู้เล่น Switch 2 ต้องการจริงๆ
นี่คือการพอร์ตที่ไม่ได้มาแบบขอไปที มันคือการยืนยันว่า FromSoftware เข้าใจผู้เล่นของพวกเขาดี ไม่ใช่แค่การเอาเกมเก่ามาขายซ้ำ แต่คือการมอบประสบการณ์ที่ต่างออกไป ในรูปแบบที่ผู้เล่นยุคใหม่ต้องการ นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่าการเคารพทั้งเกมและผู้เล่นจริงๆ
ที่มา: The Verge — อ่านต้นฉบับ
ความคิดเห็น 6
กำลังโหลดความคิดเห็น...